หากตอบเพียงว่าประเทศอินเดียน่าไปหรือไม่เพียงสั้นๆ คงไม่ทำให้หลายคนที่สนใจต่อคำถามนี้หายสงสัยไปได้ ในที่นี้จึงขอย้อนอดีตว่าเพราะเหตุใดจึงมีการส่งลูกหลานไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เหตุผลประการสำคัญคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการรุกรานของนักล่าอาณานิคมตะวันตก (Imperialism) ดังนั้น ความเข้าใจในวิธีคิด ความรู้ วัฒนธรรม และภาษาของชาวตะวันตก จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อความเจริญด้านเศรษฐกิจ และการเมืองของชาติ เจ้าขุนมูลนาย และกษัตริย์ชาติไทยในอดีตทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลในเรื่องนี้จึงส่งลูกหลาน และราชนิกูลเพื่อไปศึกษาต่อ และซึมซับเอาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศชาติ

อย่างไรก็ตาม การส่งลูกหลานไปศึกษาต่อยังประเทศตะวันตกเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ของบุคคลทั่วไป บุคคลที่สามารถไปศึกษาต่อจึงจำเป็นต้องเป็นคหบดี หรือชนชั้นสูงเท่านั้น จนเป็นที่มาของค่านิยมของชนชั้นกลางในปัจจุบันที่ต้องการส่งลูกหลานไปเรียนต่อยังประเทศตะวันตกเพื่อเป็นการสร้างสถานภาพทางสังคมให้แก่วงศ์ตระกูล

อนึ่ง ประเทศอินเดียเป็นหนึ่งในอดีตอาณานิคมของอังกฤษ ความอยู่รอดจึงต้อง "รู้ทัน" การศึกษาจึงเป็นตัวแปรสำคัญของคำว่าอยู่รอดครั้งนี้ ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และศาสนา รวมถึงจำนวนประชากรที่มหาศาลของอินเดียทำให้อินเดียต้องสร้างสายใยผูกพันทางสังคมที่แข็งแกร่ง สิ่งนั้นก็คือจุดร่วมด้านการศึกษา และการเมือง อินเดียได้พัฒนาระบบการศึกษาจน UNESCO ประกาศให้อินเดียเป็นประเทศที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลก เป็นอันดับที่ 4 ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจัดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), เทคโนโลยีชีวภาพ และวิศวกรรมด้านอวกาศ นอกจากนี้ ความโดดเด่นอีกประการคือ อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดในโลก รวมทั้งยังมีระบบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งเอื้อให้ประเทศอินเดีย ณ ปัจจุบันก้าวขึ้นสู่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับที่ 4 ของโลก

ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าระบบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยอยู่ในฝั่งตะวันตก กลับย้ายมาอยู่ในฝั่งตะวันออกโดย 1 ใน 4 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอยู่ในฝั่งเอเชียถึง 3 แห่งคือ จีน, ญี่ปุ่น และอินเดีย การซึมซับด้านวิธีคิด ความรู้ และวัฒนธรรมจากประเทศเหล่านี้จึงน่าสนใจ ดังจะเห็นได้ว่านักศึกษาจากทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจไปศึกษาต่อยังประเทศเหล่านี้กันมากขึ้น ที่สำคัญในฐานะที่เราเป็นชาวเอเชีย การเรียนรู้บนพื้นฐานของวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันน่าจะสามารถยังประโยชน์ต่อผู้ศึกษาได้มาก และสำหรับประเทศอินเดียเองก็ถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดอารยธรรมของภูมิภาคเอเชียด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่ต่ำกว่าทุกประเทศที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามชาวไทยยังมองอินเดียว่ากันดาร, ล้าสมัย และสกปรก ซึ่งความเป็นจริงความสกปรกก็มีอยู่บ้างเนื่องจากมีประชากรมาก แต่เราก็สามารถเลือกที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีได้ ส่วนคำว่ากันดาร หรือล้าสมัยลืมไปได้เลยโดยเฉพาะตัวเมืองสำคัญ อาทิ มหานครมุมไบ นิวเดลี และบังกาลอร์ เป็นต้น

สถิติที่โดดเด่นบางประการของอินเดีย
1.)
สถาบัน IIT ของอินเดียติดอันดับ 3 ของมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลกรองจาก MIT และ Berkeley (ที่มา: www.timeshighereducation.co.uk)
 
World's top 100 in technology (2006)
Rank
Institute
Country
Score
Citation per paper
1

Massachusetts Institute of Technology

US
100
3.2
2

University of California, Berkeley

US
96.7
3.4
3

Indian Institutes of Technology

INDIA
87.1
-
4

Imperial College London

UK
83.5
2.3
5

Stanford University

US
83.4
3.5
* หมายเหตุ ปี 2004 ติดอันดับ 4, ปี 2005 ติดอันดับ 3
2.)
มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชีย 50 อันดับ (รวม Australia แล้ว) เป็นมหาวิทยาลัยในประเทศอินเดีย ถึง 9 แห่ง (ที่มา: www.asiaweek.com)
3.)
สถาบัน IIM ของอินเดียจัดเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย (รวม Australia แล้ว) ด้านวิชาการบริหารธุรกิจ (ที่มา: www.asiaweek.com)
4.)
38% ของแพทย์ในสหรัฐอเมริกา, 36% ของเจ้าหน้าที่ในองค์กร NASA, 34% ของพนักงาน Microsoft, 28% ของพนักงาน IBM, 17% ของพนักงาน INTEL, 12% ของนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา ทั้งหมดเป็นชาวอินเดีย (ที่มา: Access to The Wealth of India, 2549)
5.)
เป็นแหล่งที่มีนักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรชั้นนำมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และสามารถผลิตวิศวกรได้ราว 200,000 คนต่อปี
6.)
เมือง Bangalore ในอินเดียจัดเป็นเมืองการศึกษา และเมืองแห่ง IT ระดับโลก (IT Hub) มีผลงานโดดเด่นมากมาย อาทิ Hotmail และ การแก้ปัญหา Y2K รวมทั้งยังเป็นแหล่ง Out sourc ด้าน IT ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
7.)
เป็นแหล่งผลิตยาที่มีขนาด และการขยายตัวมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยมีบริษัทค้นคว้าด้าน Bio-Technology และ Genomics ถึง 170 แห่ง และกำลังเป็นวิทยาการที่ก้าวขึ้นสู่ระดับหัวแถวของโลก เช่นเดียวกับ IT
8.)
เป็น 1 ใน 6 ประเทศที่มีเทคโนโลยีอวกาศชั้นสูง โดยลูกค้าสำคัญที่ว่าจ้างให้อินเดียปล่อยดาวเทียมได้แก่ เยอรมันนี, เบลเยี่ยม, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และประเทศในกลุ่มยุโรปอื่นๆ
9.)
Yasutoshi Washio ผู้รู้ด้าน TQM ที่สำคัญของโลกชาวญี่ปุ่น ทำนายว่าคุณภาพของอุตสาหกรรมอินเดียจะเหนือกว่าญี่ปุ่นภายในปี 2013
10.)
ผู้สำเร็จการศึกษาจาก IIT เป็น 1 ใน 3 ของพนักงานที่ได้รับการจ้างงานมากที่สุดจาก McKinsey & Company บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก
11.)
จากการสำรวจ Fortune 500 พบว่าอินเดียมีคนระดับหัวแถวของโลกถึง 100 คน ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างจีนมีเพียง 33 คน

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลข้างต้นจะไม่คงที่ในแต่ละปี แต่ก็ไม่เปลี่ยนไปมากนัก สิ่งสำคัญที่อยากชี้ให้เห็นคือ ศักยภาพทางด้านการศึกษา ที่อังกฤษได้ทิ้งเป็นมรดกให้แก่ประเทศนี้ กำลังสร้างทั้งคน และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ จนอินเดียสามารถก้าวขึ้นมาผงาดอยู่ในประเทศแถวหน้าของโลกเหล่านี้คือความน่าสนใจของอินเดียเป็นความ "มีดี" ที่น้อยคนจะรับทราบ การตัดสินใจไปศึกษาต่อ หรือส่งลูกหลานไปเรียนจึงไม่น่าจะมีข้อกังขาด้านคุณภาพการศึกษา อย่างไรก็ตาม หากถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ คงต้องเรียนตามตรงว่าแม้อินเดียจะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีสูง แต่วิถีชีวิตค่อนข้างผูกพันกับวัฒนธรรมดั้งเดิม การใช้ชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อ สิ่งอำนวยความสะดวกแม้จะมีให้ครบคัน แต่ไม่หรูหรามากนัก แหล่งอบายมุกมีให้เห็นประปราย แต่จัดว่าน้อยมากหากเทียบกับบ้านเรา หรืออาจเทียบไม่ได้เลยกับประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นข้อดีของคนที่ต้องการไปศึกษาหาความรู้จริงๆ ด้านชีวิตนักศึกษาไม่ว่าจะเรียนประเทศใดการใช้ชีวิตของ "นักเรียนนอก" มักไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ต่างกันมากที่สุดคือสภาพแวดล้อมที่ขัดเกลาความแกร่งให้แต่ละบุคคล ที่อินเดียคุณจะได้เห็นถึงความสุดขั้วมากมาย ความแตกต่างที่แสนกลมกลืน รวมถึงวิธีคิดที่หลากหลาย สมองคุณจะได้ทำงาน และใช้ความคิดเชิงเปรียบเทียบอยู่เสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า

"หากเทียบให้ไปยุโรป กับไปอินเดีย ผมเลือกที่จะไปอินเดียดีกว่า"

ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์                  
 
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ทำไมเลือกศึกษาต่อที่อินเดีย?
เกี่ยวกับประเทศอินเดีย
หลักสูตรและค่าใช้จ่ายเรียนอินเดีย
บทสัมภาษณ์และสาระน่ารู้
โปรโมชั่น
กระดานสนทนาศึกษาต่ออินเดีย;
ติดต่อเรา
ภาพการเรียนในอินเดีย
แผนผังเวบไซต์
 
   
  บริษัท โปรเฟสชันนัล อินเดีย เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (PIE) เลขที่ 294/11 ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400
โทรศัพท์: 0-2278-3808, 08-1455-8811, 08-6099-2929
Email: info@pieindiastudy.com, pieindia@hotmail.com
© 2007 PIE | Professional India Education.