| ผู้สัมภาษณ์: |
| ปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจไปศึกษาต่อยังประเทศอินเดียจำนวนมาก จึงอยากให้อาจารย์ได้กล่าวถึงการศึกษาในอินเดีย รวมถึงอนาคตของประเทศนี้ให้เราได้ทำความเข้าใจกันสักเล็กน้อยครับ |
| |
|
| ดร.สุรัตน์: |
ก่อนอื่นผมอยากให้มองสถานการณ์โลกบางแง่มุมก่อน โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐอเมริกา และอังกฤษบุกอีรัก โดยกล่าวหาว่าอิรักมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในการครอบครอง ไม่ฟังเสียงคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ที่ไม่เห็นด้วยในการใช้กำลังจัดการปัญหา เหตุการณ์นี้ดูเสมือนอำนาจโลกซึ่งอยู่ที่สหประชาชาติเปลี่ยนไป แม้แต่อำนาจการสื่อสารของโลกในสภาพการณ์นี้ก็เช่นกัน ข้อมูลข่าวสารที่ประเทศไทยรับมาจากโทรทัศน์ CNN และ BBC World ขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนั้น สื่อเสนอข่าวเพียงด้านเดียวคือ ผ่ายสหรัฐอเมริกา และอังกฤษเป็นฝ่ายที่ถูกต้องทั้งหมด ดังนั้นความเป็นกลางของสื่อระดับโลกก็เป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะคิดในเงื่อนไขอำนาจโลก
การต่อสู้กับอำนาจโลกนั้น ความเข้มแข็งในภูมิภาคจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เกิดอำนาจการต่อรองในเวทีโลก ASEAN จากที่เคยได้รับความสนใจน้อย แต่ปัจจุบันมี ASEAN Plus 4 คือมี ASEAN มีจีน อินเดีย เกาหลี และญี่ปุ่น เข้ามาร่วมมือกัน จนโลกเข้ามาให้ความสำคัญมากขึ้น จีนและอินเดียมีอิทธิพลอย่างน่าจับตามอง ประเทศมหาอำนาจเก่าต้องหันมาเจรจาอย่างประณีประนอมมากขึ้น อนาคตด้านเศรษฐกิจ และด้านการเมือง กับอินเดียนั้น ต้องเข้าใจว่า อำนาจโลกเปลี่ยนมาอยู่ในมือพวกเราชาวเอเชียมากขึ้น โลกเราใกล้ชิดกันขึ้น ภูมิภาคเอเชียใต้ และพวกเรากลุ่ม ASEAN จากที่ไม่เคยมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกันเท่าไร หันมาให้ความสนใจ และสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าในภูมิภาคเอเชียอินเดียถือเป็นผู้นำ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เทคโนโลยี และไอที เราควรรู้จักเรียนรู้จากเขา
ประเทศแห่งนี้ฟากหนึ่งหนาวมีหิมะตก ฝากหนึ่งร้อนมีแต่ทะเลทราย มีประชากรมากมาย พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีศาสนา และปรัชญาที่ลึกซึ้งหลายแง่มุม มีการเมืองที่จัดว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตย มีวัฒนธรรมที่น่าเรียนรู้ มีมหาวิทยาลัยมากมาย รัฐบาลอินเดียเองก็สนับสนุนการศึกษา การศึกษาราคาถูกมาก เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้ระหว่างกัน การศึกษาทำให้เราอยู่ร่วมกันและทำมาหากินกันได้มากขึ้น ปัจจุบันความคิดความเชื่อ และทฤษฎีแบบตะวันตกกำลังเปลี่ยนไป การเรียนรู้ระหว่างกันจะช่วยสร้างความคิดและทฤษฎีที่เหมาะสม และสมบูรณ์แบบในแบบของเรา เราต้องเข้าใจว่าการศึกษา เป็นตัวเชื่อมผลประโยชน์ ผลประโยชน์ก็เป็นตัวเชื่อมคนในโลกนี้เข้าด้วยกันมันตัดไม่ขาด เราต้องใช้สติปัญญาให้ดี ก่อนคิด ก่อนเชื่อ ก่อนศึกษาเราต้องรู้ว่าที่ไหนคือแหล่งของข้อมูล หรือต้นตอของความรู้ |
| |
|
| ผู้สัมภาษณ์: |
คงจะเป็นประเด็นเหมือนหากคงต้องการเรียนรู้ด้านไอที วิศวกรรมศาสตร์ หรือชีววิทยาก็น่าสนใจอินเดีย เพราะเป็นต้นกำเนิดหลายๆอย่าง เช่นเรื่องไอที อินเดียก็เป็นแหล่งกำเนิดโปรแกรมใหม่ๆ, Microsoft Window ใหม่ๆ, หรือ Hotmail ก็มาจากอินเดีย อันนี้น่าจะพอเข้าใจครับ |
| |
|
| ดร.สุรัตน์: |
การไปเรียนอินเดียอย่าไปมองว่าอินเดีย สกปรก มีขี้วัวขี้ควาย ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาไม่มองกันแล้วเพราะว่าอินเดียเจริญขึ้นมาก มีอิทธิพลเด่นด้านอื่นๆ ที่ควรมอง เดี๋ยวนี้คนมองอินเดียมองเรื่องไอที วิทยาศาสตร์ มองเรื่องการศึกษา มองเรื่องอิทธิพลของความเป็นมหาอำนาจโลกเป็นประเด็นหลัก ส่วนที่มองว่าอินเดีย ยากจน ซึ่งทำให้คนคิดไปว่ามันต้องกันดารหรือสกปรก ก็เป็นเพราะว่าเอารายได้ประชาชาติมาหารเฉลี่ยกับจำนวนประชากรที่มีมหาศาล หากมองในด้านความเก่งด้านไอทีของอินเดีย ปัจจุบันทรัพยากรบุคคลด้านนี้ ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ต้องการของประเทศต่างๆ |
| |
|
| ผู้สัมภาษณ์: |
ครับ อันนี้เป็นข้อมูลที่ผมทราบมาว่าอินเดียมีคนมีเงินมากถึง 300 ล้านคน หากเทียบกับเราก็ต้องบอกว่าต่างกันมาก อีกอย่างคนที่ไม่ทำมาหากินในอินเดียก็มีมากครับ อย่างพวกนักบวชก็มีอยู่ไม่น้อย ชีวิตเขาผูกกับศาสนามากจริงๆ คนเหล่านี้ไม่น่าเอามาหารเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรใช่ไหมครับ เรื่องความยากจน ความสกปรกของอินเดียที่นักศึกษาชอบมองเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ารู้จักคิดให้ดีมันมีประเด็นที่สำคัญกว่าให้คิด โดยเฉพาะด้านการศึกษา
ตอนนี้คงต้องขอถามเกี่ยวกับชีวิตการเรียนของอาจารย์ที่อินเดียว่าเป็นอย่างไรบ้าง |
| |
|
| ดร.สุรัตน์: |
อันนี้ต้องขอบอกตามตรงว่าเป็นข้อมูลเก่านะ อาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมาก เพราะเดี๋ยวนี้อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไป อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ถือว่าเล่าสู่กันฟังแล้วกัน ผมเองก็ไปเรียนมานานแล้ว 20 กว่าปี ไปเรียนระดับปริญญาเอก การเข้าเรียนมี 2 ขั้นตอน คือต้องทำ M.Phil. ก่อน เรียนปีครึ่ง มีประมาณ 3 Papers แล้วก็ทำ Baby Thesis พอจบค่อยเสนอโครงการวิจัยเข้าปริญญาเอก หัวข้อก็ต้องผ่านการ Approve เพื่อหา Supervisor
การไปเรียนก็ไปเรียนจริงๆ ตอนนั้นในประเทศไทยก็ยังไม่มีสอนหลักสูตรปริญญาเอกด้านสื่อสารมวลชน หรือนิเทศศาสตร์ ที่อินเดียก็ยังไม่แน่ใจว่ามีมหาวิทยาลัยไหนบ้าง แต่เราก็คุ้นเคยกับการเรียนรู้ในระบบการศึกษาขั้นสูงว่าการเรียนระดับนี้คือการเรียนแบบ Interdisciplinary approach คือสหวิทยาการ เรียกว่าเรียนสาขาไหนก็ทะลุทะลวงไปถึงสาขาที่เราต้องการได้ ตอนนั้นก็ได้ Admission ด้านรัฐศาสตร์ ตอนทำ Thesis ก็ทำเป็นComparative Study บทบาทผู้นำท้องถิ่น Local Leader/ Opinion leader ที่มีต่อการเมืองระดับชาติ เปรียบเทียบไทยกับอินเดีย
สิ่งหนึ่งในการเรียนระดับสูงคือต้องช่วยตัวเอง เราเอาเงินไปเรียน อย่างผมเอาเงินเดือนไปเรียนก็ต้องรู้จักใช้ ปรับชีวิตให้เหมาะสม ถ้ารู้จักคิด รู้จักศึกษาหน่อยก็จะพบว่าชีวิตที่อินเดียไม่แตกต่างจากประเทศไทย ตอนที่ผมไปเรียนก็มีนักศึกษาต่างชาติเยอะ ทั้งฝรั่งจากประเทศที่พัฒนาแล้ว จากตะวันออกกลางก็ไม่น้อย ได้ทุนมาก็มาก เพราะตั้งแต่สมัยนั้นอินเดียเองก็เป็นผู้นำในกลุ่มประเทศโลกที่ 3 โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร อินเดียเองก็เป็นหัวขบวนในการเรียกร้องการจัดระเบียบข่าวสารใหม่ในโลกจนทำให้ปี พ.ศ.2525 สหรัฐอเมริกา และอังกฤษถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก UNESCO จนถึงปัจจุบัน เพราะตอนนั้นเลขาธิการ UNESCO มีนโยบายให้การสนับสนุนกลุ่มประเทศโลกที่ 3 มีเวทีจัดการประชุมระหว่างชาติเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ลดความเอารัดเอาเปรียบที่ประเทศมหาอำนาจทำกับประเทศในโลกที่ 3
ตอนที่ผมไปเรียน อินเดียเขาดังในเรื่องการเมือง รัฐศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา การเมืองมีความเข้มแข็งมาก มีกระบวนการต่อสู้ที่น่าศึกษา ส่วนปัจจุบันนี้ก็ดังด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และไอที ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คือเราจะเรียนอะไรก็เรียนให้ถูกแหล่งเราจะได้ความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรียนการเมืองของปากีสถาน หรือปรัชญาตะวันออกในห้องเรียนสหรัฐอเมริกา อีกอย่างคือค่าใช้จ่ายที่ถูก อินเดียจึงเป็นแหล่งของการศึกษาที่เด่นชัด ไม่ใช่แค่ในอดีต นอกจากนี้ปัจจุบันก็ยังมีทุนจากสถานฑูตอินเดียให้ไปเรียนอีก
ส่วนเรื่องที่ถามว่าคนไทยไม่นิยมไปเรียนอินเดีย อยากไปออสเตรเลียมากกว่า เพราะอินเดียกันดาร คือตรงนี้ต้องบอกว่าอินเดียมีประชากรมาก ที่รวยก็รวยมาก ที่จนก็จนมาก หากเราไปเรียน หรืออาศัยอยู่ในเขตนอกเมือง หรือไกลตัวเมืองก็จะดูชนบท ก็เหมือนชนบทบ้านเรา อย่างตอนผมเรียนก็ได้สัมผัสบ้างจากการเดินทาง คือผมเรียนที่มหาวิทยาลัยเดลี ซึ่งอยู่ใน Old Delhi แถวนี้ดูแล้วไม่เจริญตาเท่าไร ส่วนที่พักอยู่ใน New Delhi ซึ่งที่นี่เจริญกว่า เราก็เลือกชีวิตที่ดีกว่าได้ เรากินอยู่ค่อนข้างสบาย มีเงินหน่อยก็เช่าห้องพักดีๆ ห้องพักก็เหมือนห้องชุดในโรงแรม มีโต๊ะ, ตู้, เตียง, เครื่องทำน้ำอุ่น อันนี้สำคัญเพราะอากาศหนาว มีตู้เย็น มีทีวี มีแอร์ แต่สามอันหลังนี้ต้องเช่า อาหารการกิน หมู เห็ด เป็ดไก่มี ขายที่ตลาดเหมือนบ้านเรา
อีกอย่างในแง่ของการดูแลตัวเองก็สำคัญ ถ้านักศึกษาไปอยู่แหล่งเจริญ มันก็มีที่เที่ยวที่กินเยอะ บางคนมีเวลาไปช่วยงานข้าราชการไทยซึ่งทำงานสถานฑูต หรือที่ปรึกษาฝ่ายต่างๆ ก็มีเลี้ยงบ่อยอันนี้ต้องระวังอย่างหลงระเริงกับบรรยากาศ |
| |
|
| ผู้สัมภาษณ์: |
อาจารย์ช่วยยกตัวอย่างบุคคลที่โด่งดังในประเทศไทยที่เคยไปศึกษาอยู่ ณ ประเทศอินเดีย.ให้เราได้ทราบพอสังเขปได้ไหมครับ |
| |
|
| ดร.สุรัตน์: |
| อันนี้มีเยอะมากนะสำหรับคนดังๆ ที่จบจากอินเดีย ที่รู้จักกันทั่วไปก็มี ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ที่ใกล้ตัวก็มี รศ.ดร.นงลักษณ์ เทพสวัสดิ์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์อินเดียศึกษาที่ธรรมศาสตร์ ยังมีอีกหลายท่านทั้งในวงการการเมือง และวิชาการเช่น ศ.ดร.อิมรอน มะลูลีม, รศ.ดร.บรรพต ณ ป้อมเพชร, ดร.อดิสร เพียงเกษ, คุณสุทิน คลังแสง, ดร.ประมวล เพ็งจันทร์, คุณธาริน นิมมานเหมินทร์, คุณดำรง พุฒตาล, ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี, ศ.ดร.เดือน คำดี, ศ.ดร.ฐาปนา บุญหล้า, รศ.ดร.มลิวัลย์ ลับไพรี, ผศ.ร.ท.ดร.บรรจบ บรรรุจิ, ดร.สมโภช ศรีวิจิตรวรกุล, ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.จำลอง สารพัดนึก รวมไปถึงนักเขียนชื่อดังอย่าง พนมเทียน เป็นต้น แต่ก็ยังมีอีกมาก |
| |
|
| ผู้สัมภาษณ์: |
| วันนี้ก็ขอกราบขอบคุณท่าน รศ.ดร.สุรัตน์ เมธีกุล เป็นอย่างมากที่ให้ความรู้แก่เราครับ |
| |
|