|
 |
|
|
โรงเรียนในอินเดียมีทั้งที่เป็นของรัฐบาล และเอกชน การสอนของโรงเรียนหลายแห่งใช้ภาษาท้องถิ่นร่วมกับภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามโรงเรียนชั้นนำจำนวนมากจะสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น โดยมีวิชาเลือกด้านภาษา ซึ่งนักเรียนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเลือกเรียนภาษาท้องถิ่นของอินเดีย แต่สามารถเรียนเป็นภาษาเยอรมัน หรือภาษาฝรั่งเศส รวมถึงภาษาอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนจัดสอน สำหรับโรงเรียนซึ่งเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตก และชาวอินเดียที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงจะเป็น "โรงเรียนนานาชาติ" โรงเรียนเหล่านี้จะใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น ส่วนใหญ่ มีมาตรฐาน และ สภาพแวดล้อมที่ดีกว่าโรงเรียนทั่วไป นักเรียนต่อห้อง ประมาณ 20-30 คน มาตรฐานโรงเรียนเหล่านี้จะมีสระว่ายน้ำ สนามขี่ม้า สนามเบสบอล หรือคริ๊กเกต บางแห่งมีลานโบลิ่งระดับแข่งขัน ห้องฝึกซ้อมสนุ๊กเกอร์ และศูนย์กีฬาในร่ม นอกจากนี้ ในด้านกิจกรรมพิเศษของนักเรียนยังมีการจัดการที่เป็นระบบและทันสมัย อาทิ บริษัทจำลอง สภาจำลอง Web Design ลีลาศ การละคร โต้วาที ร้องเพลง ศิลปะการเข้าสังคมชั้นสูง รวมไปถึงด้านอิเล็กทรอนิคส์ และหุ่นยนต์ แต่ประเด็นสำคัญที่เป็นข้อด้อยของการเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ คือ ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นตะวันตกสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป มีข้อสังเกตที่สำคัญอยู่หนึ่งประเด็นคือแม้โรงเรียนจะมีคำว่า “International School” อยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนนั้นจะสอนด้วยระบบ นานาชาติ 100% แต่อาจมีการสอนแบบผสมอยู่ด้วย อาทิ CBSE หรือ ICSE-IS และนักเรียนรวมถึงผู้ปกครองต้องเป็นผู้เลือกระบบ โดยนักเรียนต้องได้รับความชัดเจนจากตัวแทนการศึกษาของโรงเรียนนั้นๆ ก่อนไปเรียน เพราะค่าใช้จ่ายจะไม่เท่ากัน
อนึ่ง “โรงเรียนอินเดีย” จำนวนมากก็มีมาตรฐานไม่แพ้โรงเรียนนานาชาติ การเรียนการสอนใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น มีกิจกรรมเสริมทั้งด้านคอมพิวเตอร์ กีฬาที่หลากหลาย แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า รวมถึงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่ไม่แตกต่างจากการเรียนในเมืองไทย แต่ก็ไม่ถึงขั้นสะดวกสบายเหมือนโรงเรียนนานาชาติ นักเรียนโดยเฉลี่ยต่อห้องจะอยู่ประมาณ 30-40 คน ซึ่งแน่นอนว่าระเบียบวินัยจะต้องสูงตาม เด็กๆจะได้ซึมซับความรับผิดชอบ วินัยการเรียน และการพักในหอพัก รวมถึงวิถีการใช้ชีวิตที่เข้มงวดขึ้น จากความเห็นของผู้ปกครองหลายๆท่านเน้นว่า “เราไม่ต้องการโรงเรียนที่หรูหรา หรือเพื่อนที่ร่ำรวย แต่สิ่งที่เราต้องการที่สุดคือคุณภาพการศึกษา และการขัดเกลาให้ลูกเราเป็นคนดี ในสภาพแวดล้อมที่สามารถให้เขาได้มากกว่าที่เขาเรียนอยู่ขณะนี้ และต้องไม่ได้ในสิ่งที่เขาไม่สมควรจะได้เช่นกัน เราจึงไม่สนว่าจะเป็นโรงเรียนอินเตอร์ หรือไม่อินเตอร์ แต่ต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ เราไม่ได้กดดันลูก แต่เรากำลังให้เขา” โจทย์ข้อนี้คือหัวใจที่เราคำนึงเสมอ ด้านอาหารการกิน เด็กต้องเรียนรู้และประตัว เพราะใช่ว่าโรงเรียนนานาชาติทุกแห่งจะเสิร์ฟอาหารฝรั่ง หรือแม้จะมีให้ก็คงไม่ทุกมื้อและรสชาติก็จะออกไปทางอินเดีย โรงเรียนทั่วไปอาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารอินเดีย โดยแบ่งเมนูตามศาสนา หากทานมังสวิรัติก็จะไม่มีเนื้อสัตว์เลย ซึ่งต้องระบุไว้ในตอนสมัครเรียน
|
|
 |
| ระบบการศึกษาของอินเดีย |
 |
 |
| แผนผังการศึกษาของอินเดีย ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงปริญญาโท |
 |
| ระบบการศึกษาของอินเดียระดับประถมศึกษา จนถึงระดับมัธยมศึกษา สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางใหญ่ๆ คือ |
 |
• |
แนวทางแรก เป็นการแบ่งด้วยระบบของรัฐบาลโดยตรง และ เป็นระบบที่เหมือนกับระบบโรงเรียนนานาชาติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ (ไม่รวมระดับอนุบาล) ที่เรียกว่า 5+5+2 ดังนี้ |
| |
| - |
ระดับ Primary Years เรียน เกรด 1-5 อายุตั้งแต่ 6-11 ปี |
| - |
ระดับ Middle Years หรือ Secondary Years เรียน เกรด 6-10 อายุตั้งแต่ 11-15 ปี |
| - |
ระดับ Junior College หรือ Higher Secondary Years เรียน เกรด 11-12 อายุตั้งแต่ 16-17 ปี |
|
 |
 |
• |
แนวทางที่สอง เป็นการแบ่งจาก The Council for the Indian School Certificate Examinations Board (CISCE) แบ่งเป็น 4 ระดับ (ไม่รวมอนุบาล) ที่เรียกว่า 4+3+3+2 ดังนี้ |
| |
| - |
ระดับ Primary School หรือ Junior School เรียน เกรด 1-4 |
| - |
ระดับ Middle School เรียนเกรด 5-7 |
| - |
ระดับ Secondary School (ICSE; Indian Certificate of Secondary Education) เรียน เกรด 8-10 |
| - |
ระดับ Senior School (ISC; Indian School Certificate) เรียน เกรด 11-12 |
|
|
 |
| ทั้ง 2 แนวทางจะเรียกรวมๆ สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับ เกรด 12 ว่า 10+2 |
| |
| หลักสูตรการศึกษา |
 |
หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาแล้ว ในส่วนนี้จะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องการไปเรียนต่อ ณ ประเทศอินเดีย หลักสูตรการศึกษาของอินเดีย แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก คือ |
 |
1. |
รูปแบบการศึกษาของอินเดีย แบ่งเป็น 5 หลักสูตร ได้แก่ |
 |
| |
| 1.1 |
หลักสูตรของรัฐบาลประจำรัฐ ซึ่งรัฐบาลกลางของอินเดียได้ให้อำนาจรัฐบาลของแต่ละรัฐเป็นผู้จัดการที่เรียกว่าระบบ State Government Board/ Matriculation เป็นระบบเก่าแก่ของอินเดียที่มีการพัฒนามายาวนาน มีนักเรียนเรียนมาก และแพร่หลาย ระบบนี้มีอยู่ในเกือบทุกรัฐ รัฐที่โดดเด่นในหลักสูตรนี้คือ Karnataka และ Tamil Nadu หลักสูตรนี้มีเนื้อหาในการเรียนมาก ซึ่งอาจมองว่าเรียนหนัก แต่เน้นท่องจำ และมีข้อดีที่หลายๆโรงเรียนใช้วิธีการสอบเก็บคะแนนทุกอาทิตย์ซึ่งช่วยในการทอนเนื้อหา และช่วยให้เด็กทำเกรดได้ดีขึ้น หลักสูตรนี้แบ่งการเรียนเป็น 5+5+2 ซึ่งเมื่อนักเรียนจบเกรด 10 จะมีข้อสอบกลางของรัฐบาลมาเป็นตัววัด หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ เกรด 11 และ 12 ที่เรียกว่า Higher Secondary School ในระดับนี้จะมีการแบ่งสายให้เรียนทั้งวิทย์ และศิลป์ รวมทั้งสิ้น 5 สายหรือมากกว่า โดยสายวิทย์ จะแบ่งออกเป็นวิทย์-การแพทย์ เรียนชีววิทยา, วิทย์-วิศวะ ไม่เรียนชีววิทยา และวิทย์-คอมพิวเตอร์ ไม่เรียนชีววิทยา และคณิตศาสตร์ ส่วนสายศิลป์ จะแบ่งออกเป็น ศิลป์ธุรกิจ-คอมพิวเตอร์ และศิลป์ธุรกิจ-คอมพิวเตอร์-คณิตศาสตร์ธุรกิจ จะไม่มีศิลป์ภาษาเนื่องจากวิชาเลือกด้านภาษาจะถูกบังคับให้เลือกเรียนระหว่างภาษาเยอรมัน และฝรั่งเศส ส่วนภาษาหลักที่สอนขึ้นอยู่กับโรงเรียนว่าจะเป็นภาษาอังกฤษล้วน หรือภาษาพื้นเมือง ซึ่งต้องคัดเลือกโรงเรียนให้ดีก่อนไป เมื่อนักเรียนเรียนจบเกรด 12 จะมีข้อสอบจากรัฐบาลมาวัดอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตามระบบ State Board/ Matriculation นี้เหมาะกับเด็กที่ค่อนข้างอ่อน เพื่อปูพื้นฐานภาษา และวิชาการ ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบการเรียนที่เข้มข้น อย่าง CBSE, ICSE-ISC และ PUC ซึ่งจะกล่าวต่อไป การวัดผลของระบบนี้นักเรียนจะสอบผ่านก็ต่อเมื่อทำคะแนนได้สูงกว่า 35% |
| |
|
| 1.2 |
หลักสูตรของ The Council for the Indian School Certificate Examinations Board (CISCE) เป็นหลักสูตรที่เพิ่งเกิดเมือปี 1986 โดยใช้ภาษาอังกฤษในการสอนเท่านั้น และไม่เน้นการท่องจำ หลักสูตรนี้เมื่อนักเรียนเรียนจบเกรด 10 จะมีข้อสอบวัดที่เรียกว่า ICSE Examination และเมื่อจบเกรด 12 จะมีข้อสอบวัดที่เรียกว่า ISC Examination ดังนั้นจึงมีผู้นิยมเรียกว่าหลักสูตร ICSE-ISC สำหรับการเรียนการสอนก่อนที่นักเรียนจะสอบวัดผล ICSE Examination ในเกรด 10 นักเรียนต้องเลือกเรียน 7 วิชา จากกลุ่มวิชาเลือก 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์, 2. กลุ่มวิชาภาษาศาสตร์-สังคมศาสตร์ และ 3.กลุ่มศิลปศาสตร์-คอมพิวเตอร์-ธุรกิจ แต่โดยทั่วไปนักเรียนมักต้องเลือกเรียนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิทยาศาสตร์บังคับเรียน ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ การประเมินผลจะดูที่งาน หรือรายงานที่ต้องส่งเป็นหลัก สำหรับการสอบ หากเป็นรายวิชาในกลุ่มที่ 1 และ2 จะวัดผลจากการสอบ เพียง 20% กลุ่มที่ 3 วัดผล 50% นอกนั้นอยู่ที่รายงานและการบ้าน ยกเว้นวิชาด้านวิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ การวัดผลด้วยการสอบจะดูจากการทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ (Labwork) สำหรับวิชาที่ต้องเรียนเมื่อนักเรียนอยู่ในเกรด 11 และ 12 ก่อนที่จะสอบ ISC Examination นั้นจะมีวิชาบังคับ 3 ตัวคือ English, Environmental Education และ Social Useful and Productive Work ส่วนวิชาเลือกมีอีก 4 วิชาให้เลือกอย่างหลากหลายทั้งวิทย์ และศิลป์ แต่ขึ้นอยู่กับโรงเรียนแต่ละแห่งว่าจะมีวิชาให้เลือกมากน้อยแค่ไหน และอาจมีการบังคับเลือก การสอบ ICSE และ ISC ปกติจะจัดสอบประมาณเดือน มีนาคมของทุกปี นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ผ่านข้อสอบ ISC แล้ว ทางรัฐบาลอังกฤษถือว่ามีวุฒิเทียบเท่ากับการสอบ Senior Examination of the University of Scotland นักเรียนจึงไม่จำเป็นต้องสอบ GCE-A’Level หรือเข้าเรียนหลักสูตร Bridging Course เพื่อเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในเครือจักรภพอังกฤษ นักเรียนสามารถเข้าตรงได้ทันที สำหรับการวัดผล ระบบนี้นักเรียนต้องมีคะแนนการเข้าห้องไม่ต่ำกว่า 75% ถึงจะมีสิทธิ์สอบ โดยมีการกำหนดความสามารถในการทำคะแนนดังนี้
|
 |
 |
| |
| Score |
State Grading Scale |
| 60+ % |
First Division or Class |
| 45-59 % |
Second Division or Class |
| 30-44 % |
Third Division or Pass |
|
 |
 |
| |
| • |
หากได้คะแนน 60% ขึ้นไปจะเลือกได้ทั้งสายวิทยาศาสตร์ ,วิทย์-คณิต และสายศิลป์ ในเกรด 11-12 |
| • |
หากได้คะแนน 45-59 % สามารถเลือกได้ทั้งสาย วิทย์-คณิต และสายศิลป์ ในเกรด 11-12 |
| • |
หากได้คะแนน 30-44 % สามารถเลือกสายศิลป์ได้ ในเกรด 11-12 |
|
| |
|
| 1.3 |
หลักสูตร The Central Board of Secondary Education หรือที่เรียกว่าหลักสูตร CBSE หลักสูตรนี้เกิดขึ้นในปี 1962 เกิดก่อนระบบ ICSE-ISC แต่การเรียนการสอนไม่ใช่ภาษาอังกฤษล้วน หรือโรงเรียนบางแห่งอาจสอนเป็นภาษาพื้นเมืองอย่างเดียว มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นักเรียนจึงต้องได้ข้อมูลที่ชัดเจนก่อนไปเรียนว่าสอนเป็นภาษาอะไร และวิชาเลือกด้านภาษาเป็นภาษาพื้นเมืองหรือไม่ การเรียนการสอนเน้นทั้งการท่องจำ และไม่ท่องจำ รายวิชาเลือกปกติจะมีน้อยกว่าระบบ ICSE-ISC ชาวอินเดียมักกล่าวว่าระบบนี้เหมาะกับเด็กที่เน้นไปทางวิศวกรรมศาสตร์ มากกว่าด้านการแพทย์ เมื่อนักเรียนเรียนจบเกรด 10 จะมีข้อสอบกลางที่เรียกว่า AISSE เป็นตัววัดผล หลังจากนั้นเมื่อจบเกรด 12 จะมีข้อสอบที่เรียกว่า AISSCE มาเป็นตัววัด และถือว่าเป็นใบประกาศนียบัตรในการจบมัธยมปลายของนักเรียนหากไม่ผ่านจะไม่จบ และต้องรอบสอบใหม่ปีหน้า ระบบนี้ค่อนข้างแพร่หลายทั้งในอินเดีย และต่างประเทศ รวมโรงเรียนที่ใช้ระบบนี้ราวๆ 1 หมื่นแห่ง การควบคุมดูแลไม่ได้มาจากส่วนกลางเหมือน ICSE-ISC ดังที่หลายๆคนเข้าใจ แต่แบ่งเป็นเขตการควบคุมได้แก่เขต Ajmer, Allahabad, Guwahati, Chandigarh, Chennai และ Delhi ข้อมูลล่าสุดปี 2008 นักเรียนที่เก่งที่สุดในระบบนี้สามารถสอบได้ถึง 90.71% อยู่ในความดูแลของเขตควบคุม Chennai โดยเมืองที่สอบได้ดีที่สุด 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ในเขตรัฐ Tamil Nadu การวัดผล ระบบนี้นักเรียนต้องมีคะแนนการเข้าห้องไม่ต่ำกว่า 75% ถึงจะมีสิทธิ์สอบ โดยมีการกำหนดความสามารถในการทำคะแนนดังนี้ |
 |
 |
| |
| CBSE Grading Scale |
Score |
| A |
75+ % |
| B |
60-74 % |
| C |
53-59 % |
| D |
45-52 % |
| E |
33-44 % |
| F |
15-32 % |
|
| |
|
| 1.4 |
หลักสูตร PUC (Pre-University College หรือJunior College) เป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนดขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการ PUC ประจำรัฐนั้นๆเป็นผู้ควบคุม การเรียนการสอนจะรับเฉพาะนักเรียน เกรด 11 และ 12 หรือ ม.5 และ ม.6 เท่านั้น โดยแบ่งการเรียนออกเป็น 3 สายคือ สาย Science, Commerce และสาย Arts ซึ่งทั้ง 3 สายจะบังคับเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และฝรั่งเศส เป็นภาษารอง วิชาที่ต้องเรียนในแต่ละสายเป็นดังนี้ - Science |
| |
| Science |
- Physics, Chemistry, Mathematics, Biology
- Physics, Chemistry, Mathematics, Electronics |
| |
| Commerce |
- Commerce, Accountancy, Business Mathematics, Statistics
- Commerce, Accountancy, Business Mathematics, Economics |
| |
| Arts |
- Psychology, Political Science, Economics, Sociology
- Psychology, Political Science, Economics, History
- Political Science, Economics, Sociology, History |
| |
| การเลือกเรียนในแต่ละสายให้เลือกมา 1 ชุดวิชา ซึ่งการเลือกเรียนนี้จะมีผลสะท้อนว่าในระดับปริญญาตรีคุณจะต้องเรียนคณะอะไรต่อไป การเรียนในระบบนี้ต้องมีความรับผิดชอบสูง เพราะการควบคุมดูแลคล้ายเด็กมหาวิทยาลัย การเข้าห้องเรียนต้องไม่ต่ำกว่า 75% - 85% แล้วแต่สถาบันแต่ละแห่งกำหนด |
|
| |
|
| 1.5 |
หลักสูตร National Institute of Open Schooling หรือ NIOS เป็นระบบการเรียนแบบเปิดโดยเป็นการศึกษานอกโรงเรียน เกิดขึ้นเมื่อปี 1989 ซึ่งมีระดับการเรียนแบ่งเป็น |
| |
- Open Basic Education Program (OBE ในระดับ A, B และ C)
- Secondary Course เทียบเท่าเกรด 10
- Senior Secondary Course เทียบเท่า เกรด 12
- การศึกษาสายอาชีพ (Vocational Education Courses)
- การศึกษาเพื่อเพิ่มความรู้ และทักษะชีวิต (Life Enrichment Programs) |
 |
|
| |
ระบบนี้เป็นระบบที่ค่อนข้างใหม่ และไม่แนะนำให้นักเรียนไทยเรียน เพราะอาจมีปัญหาด้านหลักสูตรที่ไม่สามารถนำมาเทียบวุฒิกับกระทรวงศึกษาธิการของไทยได้ เนื่องจากมีรูปแบบการเรียนที่แตกต่างจากการศึกษาในระบบมาก |
|
 |
 |
2. |
รูปแบบการศึกษานานาชาติ แบ่งเป็น 4 หลักสูตรที่สำคัญ ได้แก่ |
 |
| |
| 2.1 |
CIPP (Cambridge International Primary Program) เป็นหลักสูตรที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ ซึ่งสอนในระดับเกรด 1-5 เป็นที่นิยมของโรงเรียนนานาชาติในอินเดีย การเรียนการสอนเน้นพัฒนาความสามารถพื้นฐานของนักเรียนเป็นหลักเพื่อก้าวเข้าสู่การศึกษาวิชาการในระดับสูง ครูที่สอนจะได้รับการอบรมด้านเทคนิคการสอนแบบก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ |
| |
|
| 2.2 |
IGCSE-GCE O’ Level (International General Certificate of Secondary Education) เป็นหลักสูตรที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษในปี 1988 สำหรับนักเรียนที่มีอายุ 14-16 ปี เพื่อให้นักเรียนทั่วโลกได้เรียนในหลักสูตรเทียบเท่ากับระบบ GCSE ของอังกฤษ โดยทั่วไป IGCSE จะใช้เรียนในเกรด 9 และ 10 มีวิชาเลือกมากกว่า 60 วิชา ปัจจุบันมีประเทศที่ใช้ระบบนี้กว่า 150 ประเทศ เมื่อนักเรียนเรียนจบเกรด 10 นักเรียนจะต้องสอบข้อสอบ GCE-O’ Level ผู้ที่ผ่านจะสามารถเข้าไปเรียนต่อในระดับ GCE-AS และ A’ Level หรือ IB Diploma Program ในระดับ เกรด 11 และ 12 ซึ่งการคัดเลือกสายการเรียนหรือวิชาที่เรียนจะมีผลมาจากคะแนนที่ทำได้จาก O’ Level ด้วย อนึ่งผู้ปกครองหลายท่านเข้าใจว่าเมื่อนักเรียนผ่านระดับ O’ Level แล้วสามารถกลับมาเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยได้ทันที โดยคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการจะสามารถเทียบวุฒิให้เท่าเกรด 12 หรือ มัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้น ความเป็นจริงมีเงื่อนไขหลายประการ ได้แก่ วิชาที่เรียน จำนวนวิชาที่สอบ และคะแนนที่ทำได้ ถ้าจะให้ชัดเจนควรถึงระดับ A’ Level ซึ่งเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 แน่นอน ซึ่งสามารถเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก นอกจากนี้การเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของอินเดียเอง แม้นักเรียนจะผ่าน A’ Level แล้วก็ตาม มหาวิทยาลัยชั้นนำ ยังมีการนำคะแนนจาก A’ Level มาคำนวญทางสถิติ โดยใช้ Z-Score เป็นตัวคัดเลือกนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามระบบนี้เป็นระบบที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง |
| |
|
| 2.3 |
International Baccalaureate (IB) เกิดขึ้นเมื่อปี 1968 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุด และได้รับการยอมรับทั่วโลก การศึกษาในระบบนี้เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 3 จนถึง 19 ปี แบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ |
| |
• |
IB Primary Years Program สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี เป็นช่วงที่หลักสูตรจะเน้นให้เด็กรู้จัก คิด, ถาม, สื่อสาร, ยอมรับความเสี่ยง, มีหลักการ, เรียนรู้อย่างรอบด้าน, มีความรับผิดชอบ, รู้จักมองตัวเอง, ใจกว้าง และ พอเพียง ทั้งหมดเป็นหลักการที่ครูต้องเอาใจใส่ต่อเด็กอย่างยิ่งยวด |
• |
IB Middle Years Program สำหรับเด็กอายุ 11-16 ปี (เกรด 6-10) มีรายวิชาทั้งหมด 8 กลุ่ม ได้แก่ ภาษาหลัก, ภาษาเลือก, มนุษยวิทยา, วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, ศิลปะ, พลศึกษา และเทคโนโลยี โดยนักเรียนต้องเรียนอย่างต่ำ 50 ชัวโมงต่อปี ในแต่ละรายวิชา นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถเสนอรายวิชาที่ตัวเองคิดว่าสำคัญต่อการเรียนให้โรงเรียนจัดการสอนให้ได้ด้วย อย่างไรก็ตามการเรียนในระดับนี้นักเรียนต้องมีโครงการส่วนตัว (Personal Project) เสนอก่อนจบ เสมือนการทำวิจัยของนักเรียนหากไม่สำเร็จจะไม่สามารถเรียนต่อในระดับต่อไปได้ |
• |
IB Diploma Program สำหรับเด็กอายุ 16-19 ปี มีวิชาบังคับ 6 ตัว ได้แก่ ภาษาหลัก, ภาษาเลือก, สังคมศาสตร์ และปัจเจกวิทยา, วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และ ศิลปะ รวมถึงวิชาอื่นๆที่สามารถเลือกเรียนได้ ขึ้นอยู่กับโรงเรียนแต่ละแห่ง การสำเร็จการศึกษาในระดับนี้นักเรียนต้องมี ชั่วโมงเรียนไม่ต่ำกว่า 50 ชั่วโมงต่อปี ในแต่ละรายวิชา รวมทั้งต้องมีเรียงความเชิงทฤษีไม่น้อยกว่า 4,000 คำ การให้เกรดแบ่งเป็นเกรด 1 ถึง 7 |
|
| |
|
2.4 |
Co-Education เป็นหลักสูตรที่เกิดขึ้นมาเพื่อลดความยุ่งยาก และเติมเต็มให้ระบบการศึกษา โดยมีการผสมการเรียนในหลักสูตรต่างๆเข้าด้วยกัน อาทิ จากการเรียน CIPP ไปสู่ IGCSE จะมีช่วงเวลา Middle years School ที่เหลือมล่ำอยู่ บางแห่งนำระบบ IB หรือ American Board เข้ามาแทรก บางแห่งนำ ICSE และ CBSE เข้ามาใช้ หรืออาจสอนควบคู่กันไป โดยให้นักเรียนเลือก บางแห่งเมื่อจบ O’ Level แล้วไม่นำระบบ A’ Level เข้ามาใช้ แต่อาจเปลี่ยนเป็น IB ไปเลยก็มี ซึ่งโรงเรียนนานาชาติที่ใช้ระบบแบบนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก และโดยส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้นเสียด้วย โรงเรียนนานาชาติที่สอนเพียงระบบใดระบบหนึ่งในอินเดียมีอยู่ไม่มากนัก เท่าที่ทราบจะมีก็แต่ระบบ IB ซึ่งโรงเรียนที่เป็น IB เต็มรูปแบบจากข้อมูลล่าสุดของอินเดียปี 2007 มีอยู่ประมาณ 20 แห่งเท่านั้น |
|
|
| |
| นอกจากหลักสูตรนานาชาติที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีหลักสูตรอีกมากมาย แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายในอินเดีย อาทิ American Board, Canadian Board, ECIS ฯลฯ |
 |
| |
| การเทียบวุฒิ |
 |
การเทียบวุฒิกับกระทรวงศึกษาธิการไทย หากนักเรียนสำเร็จการศึกษาในระดับเกรด 12 แล้ว ไม่ว่าหลักสูตรใดก็ตามที่กล่าวมาสามารถนำมาเทียบวุฒิได้ ยกเว้น NIOS ซึ่งอาจมีปัญหาอยู่บ้าง และ PUC ซึ่งต้องมีวิชาบังคับครบถ้วนตามที่กระทรวงกำหนด โดยการเทียบวุฒิ กระทรวงศึกษาธิการกำหนดว่า วิชา ESOL (ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียน) ไม่สามารถนับรวมเป็นหนึ่งวิชาในการเทียบความรู้ได้ กระทรวงศึกษาธิการไม่ถือเป็นวิชาภาษาอังกฤษ วิชาที่ต้องการนำมาเทียบความรู้เป็นวุฒิ ม6.นั้นควรเลือกลงเรียนวิชาหลัก 3 วิชาขึ้นไป จากวิชาเหล่านี้คือ คณิตศาสตร์ อังกฤษ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ สังคม ประวัติศาสตร์ ภาษาฝรั่งเศส ฯลฯ เป็นต้น และวิชาเลือก 2 วิชาขึ้นไป จากวิชาเหล่านี้คือ พิมพ์ดีด คอมพิวเตอร์ บัญชี ดนตรี ศิลปะ กราฟิก งานไม้ เป็นต้น โดยในการยื่นขอเทียบความรู้กับทางฝ่ายตรวจสอบ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการนั้นต้องใช้เอกสารตัวจริง เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น |
 |
| ภาคการศึกษาของโรงเรียนต่างๆ เป็นดังนี้ |
 |
| ภาคการศึกษาจะมีการแบ่งที่แตกต่างกันไปตามเขตพื้นที่ อากาศ และนโยบายของโรงเรียน ซึ่งใน 1 ปีอาจแบ่งเป็น 2 เทอม หรือ 3 เทอม แต่ปกติแล้วจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบดังนี้ |
| |
|
| |
 |
|