ชีวิตประจำวันของนักเรียน
ชีวิตประจำวันของนักเรียนในอินเดีย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่ช่วยขัดเกลาเด็กให้อยู่ในกรอบของวินัย ความเข้มงวดจึงเป็นสิ่งที่ทุกๆโรงเรียนยึดถือ ชีวิตของเด็กนักเรียนต่างชาติก็คือ เด็กนักเรียนประจำ ซึ่งโดยทั่วไปเด็กจะตื่นนอนตั้งแต่ 5.30-6.00 น. เพื่อออกกำลังกายและทำกิจกรรมส่วนตัว เริ่มทานอาหารเช้าช่วง 7.30-8.00 น. เข้าเรียนตั้งแต่ 8.00 น. เป็นต้นไป เด็กๆจะมีช่วงพัก 15 นาทีก่อนถึงเวลาพักอาหารเที่ยงประมาณ 13.00-14.00 น. และจะเรียนต่อเนื่องจนถึงเวลาประมาณ 16.00 น หรือ 16.30 น. แล้วแต่โรงเรียนแต่ละแห่ง หลังจากนั้นจะเป็นช่วงของกิจกรรมซึ่งเด็กสามารถเล่นกีฬาได้อย่างหลากหลายตามที่โรงเรียนแต่ละแห่งจัดให้ ทั้งฟุตบอล, บาสเก็ตบอล, คริ๊กเกต, แบตมินตั้น, ปิงปอง, เทนนิส และกอล์ฟ รวมไปถึงว่ายน้ำ สำหรับเด็กนักเรียนประจำบางโรงเรียนจะมีการเรียนต่อเนื่องไปจนถึงเวลาพักทานอาหารค่ำประมาณ 17.00-18.00 น. เมื่อเด็กรับประทานอาหารเสร็จแล้วเด็กจะต้องเข้าหอพักจัดการภารกิจส่วนตัว เพื่อจะเข้าห้องเรียนพิเศษ (โรงเรียนหลายแห่งมีการจัดการให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย) โดยอาจจัดในหอพัก หรือในห้องเรียนปกติ เน้นการติวด้านภาษาอังกฤษ และวิชาอื่นๆ ที่เด็กยังอ่อนอยู่ สำหรับเด็กต่างชาติที่มีผลการเรียนดี หรืออยู่มาหลายปีแล้ว ห้องเรียนพิเศษนี้จะเป็นห้องสำหรับทบทวนการเรียน และทำการบ้าน โดยมีอาจารย์ควบคุมอย่างใกล้ชิด เด็กจะเริ่มเข้านอนตั้งแต่ 21.00-21.30 น. จะเห็นว่าการศึกษาในอินเดียค่อนข้างเข้มงวดเด็กมักจะเหนื่อยในปีแรกๆ แต่เด็กที่จบการศึกษาในอินเดียได้นั้นจะมีคุณภาพสูงมากทั้งด้านวินัย และวิชาการ
การแต่งกายเด็กจะต้องใส่ชุดนักเรียนที่ทางโรงเรียนจัดให้ โดยแบ่งเป็นชุดนักเรียนปกติ, ชุดกีฬา และชุดงานพิธี เป็นต้น เด็กไม่ควรใช้เครื่องสำอางโดยโดขาดยกเว้นลิปมัน หรือครีมทาผวที่กลิ่นไม่แรงเพื่อป้องกันผิวแตกสำหรับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตอากาศหนาว ส่วนกระเป๋านักเรียนสามารถใช้ได้ตามสมควร เป็นเป้ได้ หากเป็นสีดำจะดีที่สุด
การเรียน
สำหรับในโรงเรียนชั้นนำแล้ว เพื่อควบคุมคุณภาพทางการศึกษา เด็กต่างชาติที่เข้ามาใหม่จะได้รับการติวพิเศษด้านภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาที่สองอาทิ ฝรั่งเศส หรือเยอร์มัน รวมไปถึงวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนที่เด็กจะเข้าชั้นเรียนปกติโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การติวนี้โรงเรียนจะเป็นผู้ประเมินว่าเด็กแต่ละคนพร้อมหรือยังที่จะเข้าสู่ชั้นเรียนปกติ ซึ่งอาจใช้เวลาในการติวตั้งแต่ 1-3 เดือน
ด้านวิชาการ ระบบการเรียนในอินเดียค่อนข้างก้าวหน้าและเข้มงวดมาก เด็กจะเริ่มเรียนวิชา ฟิสิกส์, เคมี, ชีวะ รวมถึงคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เกรด เกรด 6 หรือเกรด 7 เป็นต้นไป (มัธยมศึกษาปีที่ 1) จึงเป็นที่มาของคำตอบว่าควรส่งเด็กไปเรียนตั้งแต่ชั้นอะไร ทางเราแนะนำว่ายิ่งเล็กยิ่งดี แต่ไม่ควรเล็กเกินไป ช่วงวัยที่เหมาะที่สุดคือตั้งแต่เกรด 4 (ประถมศึกษาปีที่ 4) เป็นต้นไป
สำหรับผลการเรียน และความประพฤติของนักเรียนทางโรงเรียนจะส่งให้ผู้ปกครองโดยตรงทางอีเมล์ หรือผ่านทาง PIE ซึ่งเราจะรายงานให้ทันทีที่ทราบผล
ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนในความดูแลของรัฐบาล
ข้อแตกต่างที่นอกเหนือจากราคาแล้ว ก็คือเรื่องของสภาพแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่าโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ มีที่พักที่สวยกว่า, อาหารดีกว่า, ตึกเรียน, อุปกรณ์การเรียนที่ใหม่ สะอาด และหรูหรา แต่ในเรื่องของลักษณะการพักไม่แตกต่างกัน เด็กจะพักต่อห้องตั้งแต่ 4 -16 คน ห้องน้ำมีทั้งแบบรวม และแยกห้อง จำนวนนักเรียนต่อห้องในโรงเรียนชั้นนำไม่ว่าจะเป็นระบบนานาชาติ หรือระบบของอินเดีย จะจัดอยู่ที่ประมาณ 20-30 คนต่อห้อง เพื่อการจัดการด้านคุณภาพการศึกษา ในเรื่องของกิจกรรมภายในโรงเรียน โรงเรียนแต่ละแห่งมีกิจกรรมที่แตกต่างกัน บางแห่งมีสิ่งนี้ บางแห่งไม่มีสิ่งนั้น บางแห่งมีครบแต่ต้องอาสัย Out Source ประเด็นเรื่องกิจกรรมที่หลากหลายจึงขึ้นอยู่ที่ตัวโรงเรียนมากกว่าเรื่องของการเป็นหรือไม่เป็นโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนในระบบของอินเดียจำนวนมากมีสิ่งอำนวยความสะดวก และชีวิตความเป็นอยู่ไม่แพ้โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งผู้ปกครองสามารถเลือกโรงเรียนได้
ด้านคุณภาพการศึกษา เรามั่นใจว่าแต่ละโรงเรียนที่เราคัดเลือกมีคุณภาพไม่แพ้กัน รวมถึงการสอนจะใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่หากมองต่อเนื่องในระดับมหภาค (Macro Vision) จะพบสถิติของนักเรียนที่ทำคะแนนได้ดีเยี่ยมในระดับประเทศ หรือมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งนั้น มีเด็กที่มาจากระบบโรงเรียนนานาชาติค่อนข้างน้อย ประเด็นนี้เราไม่ขอวิจารณ์ว่ามาจากเหตุปัจจัยใดเพราะยังไม่มีข้อมูลเชิงการวิจัยที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามวิธีการสอนของโรงเรียนนานาชาติจะแตกต่างจากโรงเรียนในระบบของอินเดียประการสำคัญคือ ระบบนานาชาติ จะเน้นให้เด็กรู้จักคิดบนศักยภาพพื้นฐานของเด็กเอง เด็กจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ดี และมีความยืดหยุ่นในกรอบของเหตุและผลมาก แต่ระบบของอินเดียนักเรียนจะเรียนบนพื้นฐานของหลักการที่แน่นอน เนื้อหาที่เรียนมีมาก โดยเฉพาะระบบ Matriculation ของรัฐบาล ซึ่งทั้ง 2 ระบบ มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน แต่สุดท้ายเราเชื่อว่าไม่ว่าจะเรียนระบบใด ความสำเร็จยังอยู่ที่ตัวนักเรียนเอง
ประเด็นที่แตกต่างอีกประการคือ เรื่องของระบบการศึกษา โรงเรียนนานาชาติจะใช้ระบบการศึกษาของยุโรปโดยส่วนใหญ่ อาทิ IB และ IGCSE ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เด็กสามารถเดินทางไปต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศตะวันตกได้ง่าย กระนั้นก็ตามระบบของอินเดียเองที่เรียกว่า ICSE-ISC ก็ได้รับการยอมรับกว้างขวาง เด็กสามารถเดินทางไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ไม่แพ้กัน เนื่องจากได้รับรองวิทยฐานะเทียบเท่าจาก University of Scotland รวมถึงระบบ CBSE และ Matriculation เองก็มีเด็กนักเรียนได้รับทุนการศึกษาไปต่อยังสหรัฐอเมริกาทุกปี
อนึ่งประเด็นสำคัญของการเรียนในระบบนานาชาติก็คือ หากนักเรียนต้องการเรียนต่อในอินเดีย มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งจะมีเงื่อนไขในการรับโดยนำคะแนนที่นักเรียนสอบได้มาวิเคราะห์ค่า Z-Score ทางสถิติเพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากโรงเรียนนานาชาติในอินเดียไม่ได้รับการรับรองหลักสูตรโดยตรงจากรัฐบาล การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอินเดียของนักเรียนในระบบโรงเรียนนานาชาติจึงไม่ง่ายเหมือนไปเรียนประเทศอื่นๆ
การเทียบวุฒิการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการของไทยไม่มีหน้าที่ในการรับรองโรงเรียนในประเทศอินเดีย แต่จะพิจารณาจากหลักสูตร และรายวิชาที่เรียน ดังนั้นไม่ว่านักเรียนจะจบมาจากระบบใด ก็สามารถมาเทียบวุฒิกับกระทรวงศึกษาธิการได้ โดยขึ้นอยู่กับวิชาที่นำมาเทียบว่าถูกต้องตามความต้องการของกระทรวงฯหรือไม่ โจทย์สำคัญของผู้ปกครองในการเลือกโรงเรียนจึงอยู่ที่ งบประมาณ, สภาพแวดล้อมที่ต้องการให้เด็กเรียน, การปลูกฝังระบบความคิดแก่เด็กซึ่งโรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนในระบบอินเดียจะมีแนวทางแตกต่างกัน รวมถึงความต้องการในการศึกษาต่อ ซึ่งประเด็นเรื่องการศึกษาต่อนี้หากผู้ปกครองมั่นใจว่านักเรียนจะต้องไปศึกษา ณ สหรัฐอเมริกา หรือประเทศในแถบยุโรปอย่างแน่นอน โรงเรียนนานาชาติน่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน เพราะนักเรียนจะถูกปลูกฝังวิธีคิดแบบตะวันตกไว้แต่เนิ่นๆ แต่หากมองว่ามีโอกาสที่นักเรียนจะเรียนต่อที่อินเดีย หรือกลับมาเรียนต่อที่เมืองไทย การมองโรงเรียนในระบบของอินเดียจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่า มีเงื่อนไขในการเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในอินเดียน้อยกว่า รวมทั้งยังสามารถไปเรียนต่อยัง สหรัฐอเมริกา หรือประเทศในแถบยุโรปได้เช่นกัน
อาหารการกิน
แน่นอนว่าโรงเรียนนานาชาติจะมีอาหารการกินที่พร้อมสำหรับเด็กนานาชาติ ส่วนใหญ่เป็นอาหารอินเดีย และอาหาร Intercontinental แต่ก็อาจไม่ทุกวัน ส่วนโรงเรียนทั่วไปนั้นมักเป็นอาหารอินเดียซึ่งยากต่อการปรับตัวของเด็กที่ไปใหม่ๆ จึงอาจต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์ เด็กจึงมักมีปัญหาด้านนี้ในช่วงแรก อย่างไรก็ตามผู้ปกครองไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้มากนัก เนื่องจากโรงเรียนในระบบของอินเดียที่เราจัดส่งไป หลายๆแห่งมีประสบการณ์กับเด็กต่างชาติมาก ทางโรงเรียนเข้าใจดีว่าสภาพแวดล้อมด้านการทานอาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กรูสึกเบื่อหน่าย และมีผลต่อการเรียน ทางโรงเรียนจึงจัดอาหารประจำชาติไว้ให้บ้างสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ส่วนในมื้อธรรมดาเด็กสามารถนำอาหารแห้ง และอาหารกระป๋องที่เตรียมมา หรือผู้ปกครองส่งมาให้ เปิดทานในโต๊ะอาหารได้ และยังมีบริการปรุงอาหารให้ฟรี หากเด็กมีเครื่องแกงแห้งไว้ อาทิ เครื่องแกงผัดกระเพราะ หรือเครื่องแกงต้มยำ เป็นต้น ส่วนไข่เจียว-ไข่ดาวสามารถขอได้ทุกมื้อ (ในปีแรกทาง PIE มีการจัดส่งของแห้งต่างๆ ไว้บ้างเพื่อให้ทางโรงเรียนปรุงให้เด็กรับประทาน ส่วนในปีต่อๆไปเด็กควรปรับตัวให้สามารถทานอาหารที่ทางโรงเรียนจัดให้เพื่ออยู่ในระเบียบวินัยเดียวกันกับนักเรียนคนอื่นๆ แต่ผู้ปกครองยังสามารถส่งอาหารให้เด็กได้ตามสมควร) สำหรับเด็กไทยเราจัดอาหารหลักให้เป็นข้าวไม่ใช่โรตี เครื่องดื่มส่วนใหญ่จะเป็นน้ำเปล่า และชาใส่นมสด นอกจากนี้หากเด็กหิวในช่วงก่อนนอนทางโรงเรียนบางแห่งจัดครัวเล็กๆไว้ให้เด็กไทยในหอพักสามารถทำบะหมี่สำเร็จรูปทานได้
ชีวิตในหอพัก และการอำนวยความสะดวก
เด็กนักเรียนต่างชาติต้องพักในหอพักที่ทางโรงเรียนจัดให้โดยแบ่งเป็นหอพักชาย และหญิง นอนห้องละ 4 – 16 คน ห้องน้ำส่วนใหญ่จะเป็นห้องน้ำรวม มีบางแห่งที่มีการแยกห้องน้ำให้นักเรียนแต่ละห้อง การอยู่ในหอพักเด็กไม่สามารถออกนอกบริเวณที่พักได้หลักเลิกเรียน นอกจากมีกิจกรรมของทางโรงเรียนเท่านั้น ภายในที่พักจะมีบริการซักเสื้อผ้าให้แก่เด็กฟรี เด็กควรเขียนชื่อ และห้องพักให้ชัดเจนก่อนส่งซัก ส่วนการทำความสะอาดจะมีผู้ดูแลหอพัก แต่เด็กควรรูจักดูแลห้องพักของตนเอง เนื่องจากหากสกปรกมากจะถูกรายงานไปยังครูใหญ่ได้ ด้านสิ่งของที่นำไป เด็กจำเป็นต้องเก็บของส่วนใหญ่ไว้ในหอพัก สิ่งของที่มีค่าไม่ควรนำไป อาทิ โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์พกพา หากมีความจำเป็นสามารถเก็บไว้ที่ผู้ดูแลซึ่งเป็นทีมงานของ PIE ประจำโรงเรียนนั้นๆ(โทรศัพท์มือถือเด็กส่วนใหญ่มักนำไป ส่วนคอมพิวเตอร์พกพามีนำไปบางส่วนเนื่องจากเด็กบางคนถนัดในการทำรายงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ Present มากกว่าการเขียน แต่ไม่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ ดังนั้นหากต้องการนำไปจริงๆ ในช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้ เด็กควรฝากไว้กับทีมงานของเราเท่านั้น)
กฎในการเข้าออกโรงเรียน และผู้ดูแล
โรงเรียนในอินเดียทุกแห่งจะมีกฎข้อห้ามสำหรับเด็กที่อยู่ประจำคือ ไม่อนุญาติให้เด็กออกนอกบริเวณโรงเรียน ยกเว้นมีผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ปกครองพาออกเท่านั้น ทั้งนี้หากเด็กไม่มีผู้ดูแลทางโรงเรียนจะจัดให้มีการพาเด็กออกนอกโรงเรียนโดยคุณครูเทอมละ 2 ครั้ง หรือมากที่สุดเดือนละ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับโรงเรียนแต่ละแห่ง การที่เด็กออกไปก็เพื่อซื้อของใช้ส่วนตัว และโทรศัพท์หาผู้ปกครอง ซึ่งจำกัดเวลา ประเด็นนี้ถือว่าเป็นคำถามที่ผู้ปกครองมักเป็นห่วงเนื่องจากเด็กสามารถติดต่อผู้ปกครองได้น้อยมาก และเด็กอาจเกิดความเครียดได้ (ผู้ปกครองก็มักเครียดตามไปด้วยเพราะไม่ทราบความเป็นไปของนักเรียน) ในประเด็นนี้หากผู้ปกครองเป็นกังวล ทาง PIE ได้จัดผู้ดูแลพิเศษประจำโรงเรียน โดยผู้ดูแลจะมีรถรับ-ส่งเด็กออกมาจากโรงเรียนได้ทุกสุดสัปดาห์ หรือตามที่ผู้ปกครองเห็นสมควร เด็กจะผ่อนคลาย ได้รับทั้งการทัศนศึกษา, ซื้อของใช้, ติดต่อผู้ปกครองทางโทรศัพท์ และอีเมล์ (เราอนุญาติให้เด็กใช้อินเตอร์เน็ตเฉพาะในสถานที่ที่มีผู้ดูแลอยู่ด้วยเท่านั้น เพื่อป้องกันเด็กเล่นเกมส์ และใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ไม่เหมาะสม โดยปกติเราอนุญาติให้ส่งอีเมล์ถึงผู้ปกครอง และหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเท่านั้น) นอกจากนี้เด็กยังสามารถมีกิจกรรมอิสระ อาทิ กอล์ฟ, ขี้ม้า และดนตรี ซึ่งจะช่วยให้เด็กผ่อนคลายได้มาก ค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกเพียง 5,000-10,000 รูปีต่อปีเท่านั้น กิจกรรมทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมงที่เด็กอยู่นอกโรงเรียน
อนึ่ง เมื่อเด็กอยู่กับผู้ดูแล เด็กสามารถถอนเงินจาก ATM ของเด็กเองเพื่อใช้จ่ายส่วนตัวได้ หรือเบิกเงินที่ผู้ปกครองฝากไว้กับผู้ดูแล แต่มีเงื่อนไขว่าเงินทุกรูปีที่เด็กใช้เด็กต้องทำบัญชีค่าใช้จ่ายส่งผู้ปกครองที่เมืองไทยเพื่อรับรองว่าเด็กได้ใช้จ่ายอะไรบ้างในจำนวนเงินที่ผู้ปกครองฝากไว้ โดยทั่วไปหากเด็กออกทุกอาทิตย์เด็กมักใช้ไม่เกินอาทิตย์ละ 300-500 รูปี ส่วนใหญ่เป็นการซื้ออาหาร และเติมเงินโทรศัพท์มือถือ
การติดต่อสื่อสาร
นักเรียนจะไม่ได้รับอนุญาตให้มี หรือใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน แต่หากมีธุระด่วนสามารถใช้โทรศัพท์ของทางโรงเรียนได้ โรงเรียนหลายแห่งที่เราจัดส่งสามารถนำโทรศัพท์มือถือไปใช้ได้แต่อนุญาติให้ใช้เฉพาะในหอพัก โดยโรงเรียนจะจำกัดเวลาให้เด็กต่างชาติโทรหาผู้ปกครองได้ในช่วงค่ำของทุกวัน และโทรศัพท์มือถือต้องเก็บไว้ที่ผู้ดูแล หรืออาจารย์ใหญ่เท่านั้น หลังจากใช้เสร็จนักเรียนสามารถถอดซิม และแบตเตอรี่เก็บไว้ที่ตัวได้ ผู้ปกครองจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่สามารถติดต่อเด็กได้ หากเด็กไม่ได้ออกนอกโรงเรียน
การใช้อินเตอร์เน็ตในโรงเรียน เด็กจะไม่สามารถรับ-ส่งอีเมล์ได้โดยลำพัง ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะในรายวิชาที่เรียน หรือหาข้อมูลทางการศึกษา โดยมีครูควบคุมอย่างใกล้ชิด
สุขภาพอนามัย
โรงเรียนทุกแห่งจะมีห้องพยาบาลประจำโรงเรียน หากเด็กเจ็บป่วยเล็กน้อยสามารถใช้บริการได้ทันที แต่หากมีอุบัติเหตุ หรือปัญหาสุขภาพที่รุนแรง ทางโรงเรียนจะจัดส่งเด็กสู่โรงพยาบาล ซึ่งทางเราได้จัดทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุให้แก่นักเรียนทุกคนในวงเงิน 1,000,000 บาท 1 ปีเต็ม ครอบคลุมทุกๆ 90 วัน หรือประมาณ 1 เทอม สำหรับการเดินทางแต่ละครั้ง และไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเข้าออกประเทศอินเดีย
 
 
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ทำไมต้องอินเดีย
เกี่ยวกับอินเดีย
หลักสูตรและค่าใช้จ่าย
บทสัมภาษณ์และสาระน่ารู้
โปรโมชั่น
กระดานสนทนา
ติดต่อเรา
ภาพการเรียนในอินเดีย
แผนผังเวบไซต์
 
   
  บริษัท โปรเฟสชันนัล อินเดีย เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (PIE) เลขที่ 294/11 ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400
โทรศัพท์: 0-2278-3808, 08-1455-8811, 08-6099-2929
Email: info@pieindiastudy.com, pieindia@hotmail.com
© 2007 PIE | Professional India Education.