OVERVIEW
CURRICULAR & BUDGET
สถาบันภาษาอังกฤษในอินเดียมีให้เลือกมากมาย หลากหลายทั้งคุณภาพ ราคา และสิ่งอำนวยความสะดวก หลายแห่งมีระบบ CBT (Computer Base Training) และ Internet ให้นักเรียนได้ใช้ตลอดวัน เป็นการช่วยเสริมความรู้ภาษาอังกฤษที่นอกเหนือจากการเรียนกับอาจารย์ในห้อง บางแห่งมี Sound Lab สำหรับฝึกอบรมด้านการฟัง และพูด เป็นการเฉพาะ ด้านคุณภาพหากกล่าวโดยทั่วไปสถาบันเรียนภาษาแต่ละแห่งมีคุณภาพด้านอาจารย์ไม่แพ้กัน แต่สิ่งที่สำคัญคือ บรรยากาศในการเรียน ซึ่งรวมไปถึงสภาพแวดล้อม จำนวนนักเรียนต่อห้อง และวิธีการสอน
สถาบันภาษาชั้นนำมีวิธีการสอนแบบตัวต่อตัว ซึ่งจะให้ผลที่ดีกว่าการเรียนเป็นกลุ่มในด้าน Practical English อันได้แก่ การฟัง, พูด และอ่าน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีต่อไป ส่วนการเรียนที่เน้นการเขียน หรือที่เรียกว่า Grammar นั้นจะเป็นองค์ประกอบเสริมสำหรับการใช้ภาษาที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ และจัดว่าเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ตามมา การเรียนภาษาที่เน้น Grammar เป็นหลักนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นความผิดพลาดในการเรียนภาษาอังกฤษ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือชาวไทยเรียนเน้น Grammar แต่ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้จริงเพราะขาดทักษะการสื่อสารแบบ Practical การเรียนภาษาอังกฤษของคนไทยจึงหวังผลเพียงการสอบเท่านั้น แต่สำหรับคนที่เรียนแบบ Practical กลับมีผลสำเร็จในด้านการสื่อสารมากกว่า ที่สำคัญปัญหาด้าน Grammar จะหมดไปในระยะเวลาไม่นาน หลังจากที่สามารถสื่อสารได้ ซึ่งเป็นกระบวนการอัตโนมัติที่สมองของเราจะเรียนรู้และแก้ไขประโยคที่ผิดพลาดไปได้เอง ดังนั้นการเรียน Grammar จึงสมควรเป็นการเรียนควบคู่กับ Practical English และสามารถเรียนเป็นกลุ่มได้ ซึ่งจะประหยัดมากกว่าการเรียนแบบตัวต่อตัว นอกจากนี้การเรียนแบบตัวต่อตัวยังสามารถเจาะลึกสิ่งที่นักศึกษายังบกพร่องอยู่ได้มากกว่าการเรียนแบบทั้งกลุ่ม
รูปแบบของสถาบันภาษามีทั้งที่เป็นของเอกชน และของมหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนว่าราคาสูง และการเรียนในมหาวิทยาลัยจะเน้นการเรียนเป็นกลุ่มมากกว่าการเจาะเฉพาะบุคคล หากต้องการผลสำเร็จที่ดีเยี่ยมจำเป็นต้องเรียนในระยะยาวซึ่งอาจใช้เวลาเป็นปี แต่ก็มีข้อดีคือสะดวกต่อการเดินทาง ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเรียนครบ เนื่องจากจะพักอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นๆ ส่วนอาหารการกินก็ตามแต่ที่จะมีในมหาวิทยาลัย เนื่องจากมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก การเข้าตัวเมืองเพื่อซื้อของที่จำเป็น รวมถึงการท่องเที่ยวเพื่อฝึกฝนการใช้ภาษาจริง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จะค่อนข้างลำบาก อีกความหมายก็คือสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตอาจไม่สะดวกสบายนัก ข้อดีอีกประการในการเรียนในมหาวิทยาลัยคือ มีเพื่อนมาก (แต่ก็อาจจะเป็นเฉพาะกลุ่มคนไทย เพราะการเรียนเป็นกลุ่มจะให้ผลลัพธ์ในด้านการสื่อสารที่ช้ากว่า กรณีนี้นักศึกษาต้องฝึกฝนตัวเองให้มาก และพยายามหาเพื่อชาวต่างชาติตุนไว้เป็นทุนด้านภาษาของคุณ) ส่วนการเรียนในสถาบันเอกชนนั้น หากอยู่ในตัวเมือง และสามารถหาที่พักที่ใกล้ได้ ก็น่าสนใจ และแน่นอนว่าสามารถเรียนแบบตัวต่อตัวได้ด้วย การเรียนแบบตัวต่อตัว และการจัดกลุ่มเรียนของสถาบันเอกชนจะมีการสอบวัดระดับที่แบ่งแยกนักเรียนอย่างชัดเจนเหมาะกับบุคคลมากกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งต้องไปเริ่ม Basic เหมือนกันหมดเพราะกำหนดหลักสูตรที่แน่นอนตายตัว นอกจากนี้ชีวิตในเมืองทำให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายกว่า เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มาก ราคาโดยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเรียนในสถาบัน และทำเลที่ตั้ง สถาบันที่อยู่กลางเมือง ราคาก็จะสูงตามไปด้วย ส่วนอาจารย์ผู้สอนในสถาบันเอกชนชั้นนำโดยมากจะมีคุณวุฒิสูง หลายๆท่านจบระดับปริญญาเอกด้านภาษาศาสตร์ คุณภาพการสอนจึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่นักศึกษาไทยมักประสบอยู่บ่อยๆ คือการถูกจัดให้อยู่ใน Class ระดับเบื้องต้นที่ผู้ร่วมเรียนยังไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ดี การสอนจึงมีการใช้ภาษาฮินดีอยู่บ่อยครั้งจนนักศึกษาอาจเรียนไม่รู้เรื่อง รวมทั้งอาจารย์ในระดับเบื้องต้นมักไม่ได้ถูกคัดสำเนียงมาสอนจึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก สำเนียงที่ได้ก็จะเพี้ยนไปได้ นักศึกษาจึงควรหาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
อนึ่ง สภาพแวดล้อมในการเรียนภาษานั้นมีความจำเป็นค่อนข้างมากสำหรับการเรียนรู้ สถาบันภาษาหลายแห่งมีชาวต่างชาติศึกษาอยู่ซึ่งอาจมีทั้งชาวรัสเซีย, เกาหลี, มองโกล, จีน, อาหรับ, ไทย และอื่นๆ คนเหล่านี้จะสนใจสื่อสารกับชาวต่างชาติด้วยกัน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกภาษา หากนักศึกษาหมั่นสื่อสารกับเพื่อนๆ ชาวอินเดีย และชาวต่างชาติด้วยภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ นักศึกษาสามารถพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน จากประสบการณ์ที่ได้พบกับนักศึกษาไทยที่ไปเรียนภาษาอังกฤษยังต่างประเทศทั่วโลก พบว่า นักศึกษาชาวไทยมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน หลายๆ คนไม่กล้าที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติ การสื่อสารในชีวิตประจำวันจึงใช้แต่ภาษาไทย เมื่อจบหลักสูตรนักศึกษาเหล่านี้กลับมีพัฒนาการด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ซ้ำยังอาจเสียเวลา และค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนักศึกษาตัดสินใจไปเรียนยังประเทศแถบตะวันตก และออสเตรเลีย ข้อดีของการไปศึกษาภาษาอังกฤษ ณ ประเทศอินเดีย คือ ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า ซึ่งช่วยให้ผู้เรียน เรียนได้มากมายหลากหลายหลักสูตร ทั้งยังสามารถท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และฝึกฝนภาษาอังกฤษได้มากขึ้นอย่างที่ผู้เรียนเองคาดไม่ถึงในงบประมาณที่จำกัด ซึ่งประเด็นนี้เราถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอีกประการหนึ่ง เพราะการเรียนภาษาไม่ว่าประเทศใดก็ตาม คำตอบไม่ได้อยู่ที่การเรียนในห้องเรียน การที่นักเรียนได้ท่องเที่ยว และพบผู้คนที่หลากหลาย(ไม่ใช่คนไทย)จะเป็นปัจจัยเสริมที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง ทำให้สถาบันที่ใกล้ตัวเมืองมีจุดเด่นกว่าสถาบันที่ไกลตัวเมือง
หลักสูตร
หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษมีให้เลือก หลากหลายหลักสูตร อาทิ
1.)
หลักสูตรไวยกรณ์ (Grammar) เน้นการใช้ไวยกรณ์ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะรวมวิชาการเขียน (Writing) ไว้ด้วย
2.)
หลักสูตรการสนทนา (Speaking) เป็นหลักสูตรสำหรับผู้ต้องการนำไปใช้ในการติดต่อสื่อสาร แบ่งได้เป็น
2.1
หลักสูตรสนทนาทั่วไป
2.2
หลักสูตรสนทนาเชิงธุรกิจ
3.)
หลักสูตร TOEFL และ IELTS
สำหรับผู้ต้องการสอบภาษาอังกฤษเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ สำหรับประเทศอินเดีย ไม่จำเป็นต้องสอบภาษาอังกฤษเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย แต่อาจมีการทดสอบพิเศษ โดยเฉพาะการสัมภาษณ์ หรืออาจมีคอร์สให้ลงทะเบียนเรียนระหว่างศึกษา
4.)
หลักสูตรภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ (Acadamic English) เป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ดี หลักสูตรที่นิยมคือหลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วไป (General English) ซึ่งรวมทั้งไวยกรณ์ และการสนทนาเข้าด้วยกัน โดยแบ่งการเรียนออกเป็นวิชาละครึ่งคาบ นอกจากนี้ก่อนเข้าเรียนต้องมีการทดสอบเพื่อวัดระดับ (Level) สำหรับจัดการสอนให้เหมาะกับนักศึกษาแต่ละคน ระดับสูงสุดคือขั้น Advance English ซึ่งนักศึกษาจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งฟัง, พูด, อ่าน และเขียน สำหรับการเรียน เลือกได้ทั้งแบบกลุ่ม (Group Learning) และแบบตัวต่อตัว (Individual Class)
หลักสูตรที่แนะนำ
สถาบันสอนภาษาอังกฤษชั้นนำในประเทศอินเดียมีอยู่เป็นจำนวนมาก บางแห่งมีหลากหลายสาขาทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม จากคำบอกเล่าของกลุ่มชาวอินเดียที่มีการศึกษามักกล่าวกันว่า "เมืองที่ประชากรสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีส่วนใหญ่จะอยู่ทางใต้ อันได้แก่ บังกาลอร์, มันกาลอร์ และทมิฬนาตู ซึ่งใน 3 แห่งนี้ทมิฬนาตูจะดีที่สุด"
สำหรับสถาบันภาษาที่ทาง PIE แนะนำนั้นมีอยู่ค่อนข้างมาก และเกือบทั้งหมดจะอยู่ที่เมืองบังกาลอร์ เนื่องด้วยเป็นเมืองที่เดินทางสะดวก อากาศดี มีชาวต่างชาติอยู่มาก และยังมีสถานศึกษาที่โดดเด่น ทั้งนี้สถาบันภาษาแต่ละแห่งก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน การแนะนำจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเรียน
สอบถามรายละเอียดโดยตรงได้ที่ PIE หรือ
ดูข้อมูลของสถาบันภาษาบางส่วน
บริษัท โปรเฟสชันนัล อินเดีย เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (PIE) เลขที่ 294/11 ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400
โทรศัพท์: 0-2278-3808, 08-1455-8811, 08-6099-2929
Email:
info@pieindiastudy.com
,
pieindia@hotmail.com
© 2007 PIE | Professional India Education.