 |
สำหรับชาวต่างชาติแล้ว การเดินทางในอินเดียถือเป็นสิ่งท้าทาย และน่าจดจำ จึงขอยกตัวอย่างเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเดินทาง ดังนี้ |
| |
รถสามล้อเครื่อง (Autorickshaw) |
 |
 |
 |
รถประเภทนี้มีอยู่ทั่วไปตามเมืองต่างๆ ลักษณะคล้ายสามล้อไทย เรียกสั้นๆว่า "ออโต้" ถือว่าเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุดของชาวต่างชาติ ค่าโดยสารไม่แพงใช้ระบบมิเตอร์มีทั้งแบบ Digital และ Analog ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 12 รูปี (บางคัน 12.5 รูปี) อย่างไรก็ตามการโดยสารทั่วไปจะต้องไม่เกิน 3 คน หากเกิน คนขับรถจะมีมาตราฐานการเพิ่มราคาแบบที่เรียกว่า "One and a half" ซึ่งหมายถึงเมื่อถึงที่หมายค่าใช้จ่ายในมิเตอร์ขึ้นเท่าไร ก็ต้องบวกเพิ่มไปอีก 50% นอกจากนี้ในยามค่ำคืนหลัง 3 ทุ่มไปแล้วราคามักเป็น One and a half หรือหากดึกมากราคาจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว หรือแล้วแต่คนขับจะเรียก บางครั้งก็ต้องยอมเพราะราคาแท็กซี่จะแพงกว่านั้นมาก
หากกล่าวถึงลูกเล่นของรถประเภทนี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทอนเงิน หากเงินทอนไม่เกิน 10 รูปี ยกเว้นบางคันที่นิสัยดีจริงๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักบอกว่าไม่มีเงินทอนซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกในอินเดีย และไม่ควรไปโกรธเขาเนื่องจากปัจจุบันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติคล้ายๆการให้ทิปไปแล้ว ที่สำคัญเขาไม่ได้ฉ้อโกงเราเหมือนแท็กซี่ในอีกหลายๆประเทศ อย่างไรก็ตามมีออโต้บางคันชอบขับรถอ้อม ทำให้กว่าจะถึงที่หมายราคาอาจสูงถึง 2 เท่าของที่เคยจ่าย ฉะนั้น ควรจำเส้นทาง และราคาให้ดี หากถูกพาออกนอกเส้นทางให้ทักท้วง แล้วบังคับให้กลับไปใช้เส้นทางปกติ ส่วนใหญ่เขาจะทำตามหากเราโวยวายเพราะคนอินเดียขี้กลัว เนื่องจากกฎหมายรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น อาจเจอพวกหน้าม้าของร้านค้า พอเห็นชาวต่างชาติก็จะพาไปซื้อของท่าเดียว หากเจอแบบนี้ต้องรีบลงทันที เพราะพวกนี้จะตื้อสุดเหวี่ยง หากไม่รีบร้อนอะไร สามารถแวะชมสินค้าได้โดยไม่ต้องซื้อแถมยังได้นั่งรถฟรีจนถึงจุดหมายด้วย แต่หากรีบในขณะที่คนขับตื้อและไม่ยอมจอดให้ลง ทางที่ดีควรร้องเรียกตำรวจ กรณีมีตำรวจอยู่ใกล้ๆ เขตที่บุคคลพวกนี้อยู่คือแถว M.G. Road ของทุกๆ เมือง ฉะนั้นหากเป็นไปได้พยายามหาบู๊ท Pre-Paid ซึ่งมักมีอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ถนนสายสำคัญ สถานีรถไฟ และสนามบิน โดยมีตำรวจเป็นผู้ควบคุมออกใบเสร็จก่อนขึ้นสามล้อเครื่องทุกครั้ง บางแห่งมีค่าใบเสร็จ 1 รูปี ที่กล่าวมานี้เป็นประสบการณ์ในการนั่งสามล้อเครื่องที่อยากถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่กำลังเดินทางไปอินเดียได้รับทราบ เพราะชาวต่างชาติต้องใช้รถชนิดนี้มากกว่าชนิดอื่น จึงไม่ต้องแปลกใจหรือตกใจอะไร แต่ควรเตรียมรับมือ โดยทำให้แขกรับรู้ว่าคนไทยก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน |
| |
สามล้อถีบ (Cyclerickshaw) |
หากนักศึกษาสนใจจะชมเมืองขอแนะนำให้โดยสารสามล้อถีบ อัตราค่าบริการขึ้นอยู่กับการต่อรอง แต่ส่วนใหญ่เอาไว้ชมตลาด หรือเดินทางตามตรอกซอยมากกว่าเพราะหากใช้สำหรับการเดินทางจริงๆ จะช้า นอกจากนี้อินเดียเป็นประเทศที่มีฝุ่นควันมาก และแดดแรง จึงไม่เหมาะที่จะใช้เดินทาง อย่างไรก็ตามยานพาหนะประเภทนี้มีอยู่เป็นบางเมือง อาทิ เดลี พาราณาสี จัณฑีครห์ ส่วนที่บังกาลอร์นั้นไม่มี |
| |
รถเช่า/ แท็กซี่ |
| แท็กซี่เหมาะสำหรับผู้ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น และต้องการบรรทุกสัมภาระ สามารถโทรศัพท์เรียกได้ แต่ราคาค่อนข้างสูง หากต้องการเปิดเครื่องปรับอากาศต้องเพิ่มราคา และส่วนใหญ่จะเป็นรถตู้ขนาดเล็ก แต่ก็สามารถหา Tourist Taxi ที่เป็นรถเก๋ง หรือมินิแวนแบบ Toyota Innova ได้ |
| |
| รถประจำทาง |
| การผจญภัยเริ่มต้นที่นี่! รถเมล์ของอินเดียค่าโดยสารถูก สามารถซื้อตั๋วแบบรายวันได้ แต่ร้อน วิ่งช้า และคนเยอะ บางครั้งในฐานะของชนแปลกถิ่นอาจต้องตกเป็นเป้าสายตาให้คนอินเดียมองด้วย การขึ้นรถเมล์ในชั่วโมงเร่งด่วนที่มีผู้โดยสารเต็มคันควรต้องคอยระวังมิจฉาชีพ รถเมล์ของอินเดียจะแบ่งชาย-หญิง ส่วนใหญ่ผู้ชายจะขึ้น-ลงทางประตูหลัง และอยู่ได้เฉพาะครึ่งหลังของรถ ด้านหน้าเป็นอาณาเขตของสตรี ส่วนรถเมล์ที่ดูดีหน่อยจะอยู่ที่เมืองมุมไบ เพราะมีรถ 2 ชั้น แบบอังกฤษ นอกจากนี้องค์กรขนส่งมวลชนบังกาลอร์ (BMTC) ได้สั่งรถ Volvo Coach ปรับอากาศจำนวน 50 คันในปี 2006 เพื่อใช้เป็นรถประจำทางเป็นครั้งแรกของอินเดีย เปิดให้บริการเบื้องต้น 3 เส้นทาง ค่าโดยสาร 10-30 รูปี เท่านั้น |
| |
| รถโดยสารระหว่างเมือง |
| หากต้องการเดินทางระหว่างเมือง แนะนำให้ขึ้นรถโค้ชปรับอากาศขนาดใหญ่ รถ Volvo Coach จะสะดวกสบายที่สุด และอาจมีอาหารบริการด้วย ราคาก็แพงขึ้นมาอีกระดับ แต่ค่อนข้างปลอดภัย ระยะเวลาเดินทางไม่เร็วไปกว่ารถไฟ |
| |
| รถไฟ |
รถไฟเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางที่น่าตื่นตา ตลอดเส้นทางสามารถพบเจอวิถีชิวิตของชาวอินเดีย และทิวทัศน์ที่งดงาม โดยเฉพาะในเขตชายฝั่งตั้งแต่เมืองมันกาลอร์ (ห่างจากบังกาลอร์ ประมาณ 400 กิโลเมตร) จนถึงมุมไบ นอกจากนี้ยังมีรถไฟ โบราณที่เรียกว่า Toy Train ในเขตหิมาลัยเดินทางสู่ ชิมล่า (Shimla) ซึ่งต้องผ่านอุโมงค์ถึง 103 แห่ง และหากมีเวลาว่างไม่ควรพลาดขบวนรถจักรมหาราชา (The Palace on wheel) วิ่งในเขตราชสถานเป็นอีกหนึ่งขบวนรถไฟที่หรูหราที่สุดในโลก การโดยสารรถไฟในอินเดียมีหลายระดับราคา หากต้องการความสะดวกสบายสามารถจองรถนอนชั้น 1 ปรับอากาศได้ ราคาใกล้เคียงกับการโดยสารเครื่องบิน Low Cost ของอินเดียในเส้นทางเดียวกัน แต่โดยทั่วไปหากเดินทางฤดูหนาว และไปกันหลายคนแนะนำให้จองรถนอนพัดลมธรรมดา ราคาจะประหยัดกว่ามาก ส่วนการเดินทางในระยะสั้นแนะนำขบวนรถนั่งปรับอากาศ เพราะปลอดภัย และสะอาด อาหารบนรถไฟก็ค่อนข้างถูก และมีอนามัย อาหารทุกมื้อจะถูกห่อกระดาษฟรอยมาอย่างดี นอกจากนี้ผู้โดยสารสตรีสามารถเลือกรถที่มีเฉพาะสตรีได้ (Lady Coach)
การจองตั๋วรถไฟในอินเดียนั้น ค่อนข้างยุ่งยาก ผู้โดยสารต้องรู้รหัสขบวนรถและเส้นทาง โดยตรวจสอบได้จากอินเตอร์เน็ตทาง www.indianrail.gov.in หรือ คอมพิวเตอร์ออนไลน์หน้าสถานีฯ จากนั้นจึงกรอกข้อมูลการเดินรถ รหัสรถไฟ ชั้นที่นั่ง หมายเลขพาสปอร์ต จุดหมายปลายทาง และที่หมายที่จะเดินทางต่อของเราทั้งหมดลงในใบจองตั๋ว (ดูตัวอย่างใบจองตั๋วรถไฟ... กดที่นี่ ...) หลังจากนั้นก็เข้าคิว ซึ่งอาจมีการแบ่งแถวหญิง-ชาย และอาจรวมถึงอายุของผู้โดยสารในบางที่ การจองตั๋วไม่ควรให้ผู้หวังดีจองให้เพราะอาจถูกหลอก เมื่อมาถึงสถานีรถไฟ หากเป็นสถานีฯใหญ่อย่างนิวเดลี จะหาขบวนรถลำบาก ให้อาศัยดูป้าย LCD หรือจ้างกุลีประจำสถานีฯ จะสะดวกที่สุด เพราะทั้งนำทาง ทั้งขนของ ไม่เกิน 50 รูปี
ระดับชั้นของรถไฟในอินเดีย แบ่งได้ดังนี้
|
| 1. |
First AC เป็นรถนอนปรับอากาศชั้นหนึ่งสะดวกสบายมาก แบ่งเป็นห้อง
ห้องละ 4 เตียงล็อกได้ |
| 2. |
Second AC เป็นรถนอนปรับอากาศชั้นสอง ห้องละ 6 เตียง มีผ้าม่านปิด |
| 3. |
Third AC เป็นรถนอนปรับอากาศชั้น 3 ห้องละ 9 เตียง |
| 4. |
AC Chair Car เป็นรถนั่งปรับอากาศ |
| 5. |
First Class เป็นรถนอนพัดลมชั้นหนึ่ง ห้องละ 4 เตียง ล็อกได้ |
| 6. |
Sleeper Class เป็นรถนอนพัดลมธรรมดา ห้องละ 9 เตียง |
| 7. |
Second Seating เป็นที่นั้งไม้ธรรมดา ไม่สามารถจองที่นั่งได้ ผู้โดยสารแออัด และอาจมีการนำสัตว์เลี้ยง เช่น แพะ แกะ และไก่ ขึ้นมาด้วย อากาศจึงไม่ค่อยระบาย รวมทั้งมิจฉาชีพมีมากทั้งขโมยสัมภาระ และล้วงกระเป๋า |
|
| |
เครื่องบิน |
เครื่องบินเป็นยานพาหนะที่สะดวก และรวดเร็วที่สุด ชาวอินเดียนิยมโดยสารเครื่องบินมากขึ้นเรื่อยๆ อินเดียมีสายการบินอยู่มาก ทั้งแบบทั่วไป และแบบต้นทุนต่ำ (Low Cost) สายการบินชั้นนำ ได้แก่ Jet Airways, Kingfisher Airlines, Air India, Indian Airline และ Air Sahara ราคาค่าตั๋วจะใกล้เคียงกันทั้งหมด ยกเว้น Air Sahara จะถูกกว่าเล็กน้อย ส่วนสายการบิน Low Cost ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ Air Deccan เนื่องจากประหยัด และครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ รองลงไปได้แก่ Air India Express, Jet Lite, Spice Jet, Indigo และ Go Air นอกจากนี้ยังมีสายการบินขนาดเล็กบริการเฉพาะจุดอย่าง Jagson Airlines และ Paramount Airways เป็นต้น ราคาของสายการบิน Low Cost เหล่านี้ใกล้เคียงกับของประเทศไทยหากเทียบต่อหน่วยระยะทางการบิน การจองตั๋วสามารถจองได้ที่เอเย่นต์ในตัวเมือง และที่สนามบิน หากต้องการความสะดวกสามารถจองผ่านอินเตอร์เน็ต หรือ Call Center โดยใช้เครดิตการ์ดได้
การโดยสารเครื่องบินภายในประเทศอินเดีย ส่วนใหญ่จะต้องนั่งรถไปขึ้นที่หลุมจอดเครื่องบิน ผู้โดยสารชั้นธรรมดาจะขึ้นทางด้านหลังเครื่อง ส่วนชั้นธุรกิจจะขึ้นทางด้านหน้าเครื่อง การบริการระหว่าง Low Cost Airline กับสายการบินทั่วไปค่อนข้างต่างกัน นอกจากนี้ผู้โดยสารก็ยังมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป หากมีโอกาสไม่ควรพลาดการโดยสารเครื่องบินในอินเดีย เพราะจะช่วยเพิ่มประสบการณ์แปลกใหม่ได้เป็นอย่างดี |