

“The land of dreams and contrasts, of places and hovels...of giants and Aladdin lamps, of tigers and elephants, of cobras and jungle, the country of hundred nations, of a thousand religions and a million gods”
เป็นคำบรรยายของนักประพันธ์ชื่อก้องโลก นาม Mark Twain เมื่อได้สัมผัสมนต์เสนห์แห่งธรรมชาติ และสีสันที่เกิดจากความหลากหลาย และกลมกลืนของเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย กว่าร้อยปีผ่านแคปซูลกาลเวลา คำบรรยายนี้ ก็ยังคงสภาพความเป็นจริงจวบจนปัจจุบัน
“อินเดีย” ถือกำเนิดจากอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus) ราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง Harappa และ Mohenjodaro ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศปากีสถาน ชาว “อารยัน” จากเอเชียกลางเป็นผู้บุกรุกดินแดนแถบนี้เป็นกลุ่มแรก โดยนำความเชื่อตามคำภีร์พระเวทย์มาสู่ดินแดนแห่งนี้ เกิดเป็นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พร้อมกับการขับไล่ชาว “ดราวิเดียน” ผู้ก่อตั้งถิ่นฐานเดิมออกไป สังคมอารยันมีการแบ่งชนชั้น โดยแต่เดิมเน้นการแยกชนผิวขาว (อารยัน) ออกจากพวกทาสผิวดำ (ดราวิเดียน) อันเป็นต้นตอของการถือวรรณะที่รุนแรงต่อมา (ปัจจุบันรุนแรงน้อยลงมาก) ต่อมาในช่วง 327 ปีก่อนคริสตกาล อเล็กซานเดอร์ มหาราช ได้เข้ารุกรานแคว้นปัญจาบ แต่ถูกขับไล่โดยกษัตริย์จันทรคุปต์ แห่งอาณาจักรเมารยะ ซึ่งมีศาสนาฮินดูเป็นศาสนาประจำรัฐ จวบจนสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จึงได้นำศาสนาพุทธ เข้าแทนที่
หลังจากสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอโศกมหาราช อาณาจักรเมารยะเริ่มเสื่อม และตกอยู่ใต้อำนาจของผู้รุกรานชาวเติร์ก และเปอร์เชีย จนสถาปนาอาณาจักรอิสลามขึ้นในตอนเหนือ ซึ่งรู้จักในนามรัฐสุลต่านเดลี ต่อมี ปี ค.ศ. 1526 มาซาฮีรุด ดิน มูฮัมเหม็ด บาบัร ผู้สืบเชื้อสายจาก เจงกิสข่าน ได้เข้าพิชิตอาณาจักรแห่งนี้ และก่อตั้งราชอาณาจักรมุฆัล (Mughal) ขึ้นจนเป็นปึกแผ่น ครั้งสมัยพระเจ้าอัคบาร์ (ปี ค.ศ. 1556-1605) อาณาจักรแห่งนี้ ได้ขยายอำนาจทั่วทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และบางส่วนของภาคใต้ อาณาจักรมุฆัลได้ขึ้นสู่สุดสูงสุดในสมัย พระเจ้าชาห์จะฮาน (ปี ค.ศ. 1627-1658) มีการก่อสรร้างมัสยิดจามา และป้อมแดงแห่งเดลี รวมทั้งอนุสรณ์ความรักทัชมาฮาล แก่มเหสีผู้ล่วงลับ พระเจ้าชาห์จะฮาน ถูกโอรสพระนามว่าออรังเซบ ขังไว้ในป้อมแดง จนสวรรคต และทำการเข่นฆ่าพี่น้องเพื่อครองบัลลังก์ ตลอด 49 ปี (ค.ศ. 1658-1707) ที่ครองบัลลังก์ก็ทรงบริหารบ้านเมืองอย่างจริงจัง ปราบกบฎมราฐา ทั้งยังขยายดินแดนสู่ภาคใต้ของดินเดียด้วย บั้นปลายชีวิต อุทิศตนแก่ศาสนา การเสื่อมของอาณาจักรมุฆัลเกิดขึ้นเพราะปัญหาภายในของการบริหารงานมากกว่าการปกครองที่ผิดพลาด กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรมุฆัล คือ บะฮะดูร์ ซาห์ ซาฟาร์ ถูกอังกฤษเนรเทศไปพม่า ปี ค.ศ. 1857
การมาถึงอินเดีย ณ เมืองกาลีของวาสโก ดา กามา ในปี ค.ศ. 1498 ถือเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจที่ชาวยุโรปมีต่อดินแดนแห่งนี้ ต่อมาในช่วง ค.ศ. 1600 บริษัทอีสอินเดีย ได้ก่อตั้งเพื่อทำการค้าขึ้นที่เมืองสุรัต, บอมเบย์ (มุมไบ) และกัลกัตตา พร้อมได้มีการขับไล่ชาวโปรตุเกส และชาวดัชต์ ออกไป การเสื่อมสลายของอาณาจักรมุฆัลอย่างรวดเร็ว ทำให้ อังกฤษ และฝรั่งเศส ขยายอิทธิพลทั่วทั้งอินเดีย ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 18 จนเป็นที่มาของความขัดแย้งระหว่าง อังกฤษและฝรั่งเศส ท้ายที่สุดกำลังทหารของอังกฤษได้กำชัยชนะ อังกฤษจึงได้ปกครองอินเดียในปี ค.ศ. 1850 อย่างไรก็ตาม ประชาชนอินเดียปราถนาที่จะปกครองตนเอง จึงได้มีการจัดตั้งพรรค Indian National Congress ขึ้น ในปี ค.ศ. 1885 ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 มหาตมะ คารธี ได้เป็นผู้นำในการต่อต้านอังกฤษจนได้รับเอกราช ในปี ค.ศ. 1947 โดยมี ยวาหระลาล เนรูห์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก การประกาศเอกราชครั้งนั้น นำมาซึ่งการแบ่งแยกดินแดนของสันนิบาตมุสลิม ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศอังกฤษออกเป็นประเทศปากีสถาน
จากหน้าประวัติศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง ศาสนา และเชื้อชาติอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ประดิษฐกรรมทางสังคม และวัฒนธรรมของดินแดนแห่งนี้มีทั้งความแตกต่าง และการผสมผสานที่หลากหลาย อินเดียจึงจัดเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ และยิ่งใหญ่ประเทศหนึ่งในโลก
ถัดไป / Next

| ประวัติศาสตร์ | ภูมิศาสตร์ | การเมืองและเศรษฐกิจ | ประชากรและวัฒนธรรม | ที่พักอาศัยและสุขภาพอนามัย |
| การเงิน | อาหารการกิน | การสื่อสาร | การเดินทาง |